วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง » ช้างคืนถิ่นเพื่อพัฒนาสุรินทร์บ้าน

จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดที่มีการเลี้ยงช้างมากที่สุดในประเทศไทย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศว่าเป็นเมืองช้าง โดยส่วนใหญ่จะเลี้ยงช้างในบริเวณพื้นที่บ้านตากลางและหมู่บ้านใกล้เคียงในตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม การเลี้ยงช้างของคนสุรินทร์จะแตกต่างจากการเลี้ยงช้างของคนในภูมิภาคอื่นที่เลี้ยงช้างเพื่อเอาไว้ใช้แรงงานเป็นเสมือนเครื่องมือในการทำมาหากิน แต่คนสุรินทร์จะเลี้ยงช้างและปฏิบัติต่อช้างเสมือนหนึ่งเป็นเพื่อน เป็นสมาชิกหนึ่งในครอบครัว ทุกเทศกาลงานประเพณีที่สำคัญของชุมชน จะต้องมีช้างเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งเสมอจนกลายเป็นวิถีชีวิตความผูกพันระหว่างคนกับช้างที่สืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งเมืองสุรินทร์จนถึงปัจจุบัน

เมื่อกระแสการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมได้รุกคืบเข้าในพื้นที่ ความต้องการพื้นที่เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจก็มีมากขึ้นตามลำดับ ส่งผลให้การบุกรุกคืบเข้ามาในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูดิน ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงสายทอ และป่าบุ่ง-ป่าทาม บริเวณวังทะลุ ซึ่งเดิมเคยเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชอาหารช้างและสมุนไพรรักษาช้าง จึงทำให้พืชอาหารช้างในพื้นที่ลดลงไม่เพียงพอกับความต้องการของช้างที่มีอยู่ในพื้นที่ ประกอบกับควาญช้างหรือเจ้าของช้างไม่มีอาชีพอื่นที่มั่นคงนอกจากการเลี้ยงช้าง ควาญช้างหรือเจ้าของช้างจึงต้องนำช้างไปรับจ้างอยู่ตามปางช้างต่างๆ และในอีกส่วนหนึ่งได้นำช้างไปเร่ร่อนขายของที่ระลึกและขายของต่างๆ เพื่อความอยู่รอดของคนกับช้างจนเป็นที่ติดปากของคนกรุงเทพฯ ว่าช้างขอทาน และจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวควาญช้างจะนำไปหากินในพื้นที่จังหวัดและปริมณฑลจนเป็นที่รำคาญของบรรดานักท่องเที่ยวตลอดจนบรรดาผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่

จากสภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้น นายสมพงษ์ อนุยุทธพงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ในสมัยนั้น ได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการพัฒนาหมู่บ้านช้างจังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ และองค์กรเอกชนต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกจังหวัด เพื่อกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาช้างเร่ร่อนและพัฒนาหมู่บ้านช้างตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่แสดงถึงวิถีชีวิตความผูกพันระหว่างคนกับช้างซึ่งมีเพียงแห่งเดียวในโลก โดยคณะกรรมการได้มอบหมายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ (อบจ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการดำเนินการจัดทำ “โครงการช้างคืนถิ่นเพื่อพัฒนาสุรินทร์บ้านเกิด” เพื่อรวบรวมช้างในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ที่ออกไปเร่ร่อนตามจังหวัดต่างๆ ให้กลับมาอยู่รวมกันอย่างอบอุ่น และช่วยกันพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนให้เป็นหมู่บ้านช้างเลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดในโลกตลอดจนฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ให้มีความเหมาะสมต่อการเลี้ยงช้างอย่างยั่งยืนต่อไป

โครงการนำช้างคืนถิ่นเพื่อพัฒนาสุรินทร์บ้านเกิด ได้ริเริ่มเปิดโครงการเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2549 โดยใช้สถานที่ศูนย์คชศึกษาบ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ เป็นสถานที่ดำเนินงาน ปัจจุบันมีช้างที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 69 เชือก และมีช้างเร่ร่อนที่แจ้งความจำนงขอเข้าร่วมโครงการอีกประมาณหลายเชือก แต่เนื่องจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ในสมัยนั้นมีงบประมาณอย่างจำกัดจึงไม่อาจที่จะรับช้างเข้าร่วมโครงการในขณะนั้นได้ทั้งหมด

ตลอดระยะเวลาของการดำเนินงานตามโครงการนำช้างคืนถิ่นเพื่อพัฒนาสุรินทร์บ้านเกิด ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาในพื้นที่ศูนย์คชศึกษาและบริเวณใกล้เคียงมาโดยตลอด ทั้งนี้โดยได้รับการสนับสนุนจากส่วนราชการต่างๆ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ให้การสนับสนุนงบประมาณแบบบูรณาการ (C.E.O) แก่ส่วนราชการที่รับผิดชอบในการดำเนินการสนับสนุนโครงการงบประมาณ 17,330,000 บาท สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสุรินทร์รับผิดชอบในการจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาศูนย์คชศึกษาและดำเนินการก่อสร้างอาคารโอท็อป ที่จอดรถ ห้องน้ำ และปรับภูมิทัศน์ โดยใช้งบประมาณผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการ (C.E.O) จำนวน 8,000,000 บาท สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสุรินทร์รับผิดชอบให้จังหวัดเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูดิน อำเภอท่าตูม จำนวน 6,255 ไร่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุรินทร์ รับผิดชอบ ในการปลูกแปลงพืชอาหารจำนวน 300ไร่ โดยใช้งบ C.E.O งบประมาณ 2,751,000 บาท โครงการชลประทานสุรินทร์ใช้งบประมาณ C.E.O 6,000,000 บาท สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์รับผิดชอบการส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่ปลูกพืชสวนหลังบ้านโดยใช้เงินงบประมาณ C.E.O 579,000 บาท สำนักงานทางหลวงชนบทซึ่งดูแลรับผิดชอบและบูรณะเส้นทางเข้าสู่หมู่บ้านช้างโดยใช้เงินงบประมาณของทางหลวงชนบทตลอดจนองค์การบริหารส่วนตำบลกระโพรับผิดชอบปรับปรุงสภาพสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ภายในตำบลกระโพ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์รับผิดชอบในการดูแลบริหารจัดการศูนย์คชศึกษาจ้างช้างเร่ร่อนเข้าร่วมโครงการและจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในศูนย์คชศึกษา

ผลการพัฒนาที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลากว่า 8 ปี ของโครงการช้างคืนถิ่นเพื่อพัฒนาสุรินทร์บ้านเกิด เป็นเพียงก้าวย่างแรกของการพัฒนาสู่การเป็นหมู่บ้านช้างเลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดในโลกเท่านั้น ยังคงมีสิ่งต่างๆ ที่รอคอยการเติมเต็มลงไปให้กับโครงการ เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ในด้านการจัดการการท่องเที่ยวและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนแห่งบ้านตากลาง ตำบลกระโพอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้นต้องใช้เงินงบประมาณในการดำเนินงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องได้รับเงินสนับสนุนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวฯ กระทรวงมหาดไทย มูลนิธิหมู่บ้านช้างการบินไทย มูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย สมาคมช้างไทย ตลอดจนห้างร้านเอกชน

ชาวสุรินทร์ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้ช้างได้กลับมาอยู่ที่บ้านเกิดเมืองนอนอย่างสมศักดิ์ศรีของชาวช้าง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพาหนะของพระมหากษัตริย์ไทยในเวลาที่ต้องต่อสู้กับอริราชศัตรู เคยเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติในฐานะเครื่องหมายบนผืนธงชาติสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัยจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนเชื่อว่าโครงการนำช้างคืนถิ่นเพื่อพัฒนาสุรินทร์บ้านเกิดจะผลักดันให้วิถีชีวิตความผูกพันระหว่างคนกับช้างกลับมาแน่นแฟ้นเหมือนเดิมเช่นในอดีตกาล และสามารถนำมาอวดชาวโลกได้ชื่นชมอย่างมีศักดิ์ศรีตลอดจนความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวจังหวัดสุรินทร์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าวที่ผ่านมาถือว่ายังไม่ผ่านตามวัตถุประสงค์ของคนสุรินทร์ที่อยากให้ช้างกับคนมาอยู่ร่วมกัน ยังมีช้างอีกหลายเชือกที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการที่จะต้องออกไปเร่ร่อนขายอาหารยามเวลาค่ำคืน บางครั้งต้องได้รับอุบัติเหตุจากการเร่ร่อนเดินทางไปไกลแสนไกลด้วยความลำบากและกล้ำกลืนจากชีวิตที่ยากจน ทีคนบางคนได้ถามกันว่าคนขอทานหรือช้างขอทานกันแน่ นี่เป็นเรื่องที่คนในจังหวัดสุรินทร์ต้องออกมารับกรรมแทนกับคำพูดที่นักท่องเที่ยวบางคนที่พูดออกไป

เรื่องราวทั้งหมดผู้สื่อข่าวเองไม่ได้มีเจตนาที่จะต้องเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียกับใคร ที่ชาวช้างได้พูดออกมาหลายปากว่าช้างที่ได้อยู่ดีกินดีนั้นมันเป็นช้างที่มีนายทุนหนุนหลังและช้างทุกเชือกที่เห็นและได้เข้าโครงการนั้นถือว่าเป็นช้างที่มีผู้ดูแลอยู่แล้วส่วนช้างที่ออกไปเดินเร่ร่อนนั้นเป็นเพียงช้างที่คนกับช้างและครอบครัวของช้างออกไปหาลำไพ่พิเศษ แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ประชาชนย่อมมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกันหมด ช้างของใครหรือคนของผู้ใดโครงการต่างๆ ที่ทางรัฐบาลได้จัดสรรเข้ามาต้องได้รับผลประโยชน์ด้วยกันทั้งหมดอย่ามัวแต่เลือกข้างเลือกสีกันอยู่เลยครับช้างก็หิวคนก็หิวแต่ผลประโยชน์ฯของช้างต้องมาก่อน ฝาก “กิตติภัทร์ รุ่งธนเกียรติ” ว่าที่นายก อบจ.สุรินทร์ คนใหม่ คนมีฝีมือในการบริหารที่จะเข้ามาบริหารไปไม่กี่วันนี้ช่วยสานต่อหน่อยครับ อย่ามัวให้คนกับช้างออกเดินเร่ร่อนขอทานอยู่เลยครับ เพราะคนสุรินทร์บางคนได้ผลประโยชน์จากช้างมหาศาลแล้ว ถึงอย่างไรก็ให้ควาญช้างได้ผลประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนเท่านี้ก็ชื่นใจแล้วครับ


www.banmuang.co.th

โรสส์รอยซ์สนใจลงทุนอุตสาหกรรมการบินในไทย

กรุงเทพฯ 17 มิ.ย.- ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่าวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปที่เกิดขึ้นมั่นใจว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อยอดการขอรับการส่งเสริมโครงการลงทุนในไทยของนักลงทุนจากยุโรปโดยเฉพาะนักลงทุนจากอังกฤษซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนจากยุโรปที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด

ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 มิ.ย.) เอกครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ยืนยันว่าบริษัทโรสส์รอยซ์จะเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจซื้อเครื่องบินฝูงใหม่ 30 ลำของบริษัทการบินไทย

ทั้งนี้ปัญหาเศรษฐกิจในยูโรโซน ซึ่งยูโรโซนจะใช้เงินยูโรทั้งยุโรปยกเว้นอังกฤษที่รัฐบาลมีวิสัยทัศน์ไม่ใช้เงินสกุลยูโรยังใช้เงินปอนด์ตามเดิมจึงไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติยูโรโซนที่เกิดขึ้น สำหรับเป้าหมายการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนปีนี้ของนักลงทุน มั่นใจว่า จะเป็นไปตามเป้าหมายเดิมที่ 600,000 ล้านบาท

เนื่องจากนักลงทุนหลักของไทยยังคงเป็นนักลงทุนจากโซนเอเซียประกอบด้วย ญี่ปุ่นลงทุนในไทยมากเป็นอันดับหนึ่ง และยังมีการลงทุนจากนักลงทุนสิงคโปร์และมาเลเซียด้วย

สำหรับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเพิ่มผลิตภาพนั้น ขณะนี้มีนโยบายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เน้นไปที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยเฉพาะรายเล็ก ๆ ที่ยังไม่ตื่นตัวให้ตื่นตัวในการเพิ่มผลิตภาพมากขึ้น ส่วนรายกลางและรายใหญ่มีความตื่นตัวในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอยู่แล้ว ทั้งนี้เพื่อช่วยลดต้นทุนในกระบวนการผลิตอีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC

ม.ร.ว.พงษ์สัวสดิ์ กล่าวว่า ผู้ส่งออกไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอีควรเร่งหาตลาดทดแทนตลาดยุโรป เช่น อินเดียและจีน บังกลาเทศ เพราะตลาดเหล่านี้มียังมีศักยภาพแต่ไทยส่งออกสินค้าไปยังประเทศกลุ่มนี้ยังไม่มากเท่าที่ควร. -สำนักข่าวไทย


www.mcot.net

วีเน็ท-เน็ทแบนด์-ซีทีซี ประกาศความร่วมมือด้านการลงทุน

วีเน็ท-เน็ทแบนด์-ซีทีซี ประกาศความร่วมมือด้านการลงทุนในธุรกิจให้บริการวางระบบไอทีโซลูชันประเภทองค์กรในประเทศไทย โดยCTC จะให้การสนับสนุนด้านความชำนาญ วิทยาการใหม่ๆ และเชื่อมโยงบริษัทข้ามชาติญี่ปุ่นที่มาลงทุนในไทยกับเน็ทแบนด์...

บริษัทเน็ทแบนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด หนึ่งในผู้ให้บริการวางระบบไอทีโซลูชันประเภทองค์กรในประเทศไทย ประกาศความร่วมมือด้านการลงทุนร่วมกับบริษัทอิโตชู เทคโน-โซลูชัน  คอร์ปอเรชัน (CTC) หนึ่งในผู้นำด้านการออกแบบและวางโครงสร้างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศญี่ปุ่น  ประกาศความร่วมมือด้านการลงทุนในประเทศไทย ภายใต้สัญญาร่วมลงทุนในบริษัทเน็ทแบนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด (เน็ทแบนด์) ซึ่งบริษัทอิโตชู เทคโน-โซลูชัน คอร์ปอเรชัน จำกัด (CTC) ถือครองหุ้น 45% และบริษัทวีเน็ท แคปปิตอล จำกัด (วีเน็ท) ถือครองหุ้น 55% นั้น ทาง CTC จะให้การสนับสนุนด้านความชำนาญ วิทยาการใหม่ๆ และความรู้ด้าน IT enterprise solutions รวมถึงเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างบริษัทข้ามชาติจากญี่ปุ่นที่มาลงทุนใน ประเทศไทยกับเน็ทแบนด์ เพื่อช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางธุรกิจของเน็ทแบนด์สู่กลุ่มลูกค้าทุกภาค อุตสาหกรรมในประเทศไทยต่อไป นอกจากนั้น การร่วมลงทุนในครั้งนี้ CTC ก็จะสามารถขยายฐานธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียน และยังสามารถดูแลฐานลูกค้าจากประเทศญี่ปุ่นที่อยู่ในประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

นายสมพงษ์  เดชากร กรรมการผู้จัดการ บริษัทเน็ทแบนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด กล่าวว่า “เราจะเน้นไปที่เทคโนโลยีเวอร์ชวลไลเซชัน (virtualization), ระบบเครือข่าย (networking), คลาวด์คอมพิวติ้ง (cloud computing), การบริหารจัดการอุปกรณ์พกพาขนาดเล็ก (mobile device management) และการกู้คืนระบบจากความเสียหายด้านไอทีโซลูชัน (disaster recovery) ให้แก่ลูกค้าภาคเอกชนเป็นหลัก ด้วยจุดแข็งด้านฐานข้อมูลลูกค้าของเน็ทแบนด์ ประกอบกับที่ CTC มีความชำนาญในกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมและด้านวาง ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมเป็นวงกว้าง จึงเชื่อมั่นว่าเน็ทแบนด์จะสามารถก้าวสู่ความเป็นหนึ่งของการเป็นผู้นำด้าน การออกแบบเทคโนโลยีสารสนเทศและวางระบบโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย ได้อย่างแน่นอน”

ด้าน นายโยอิชิ โอกุดะ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ CTC กล่าวว่า พวกเรารู้สึกยินดีที่ได้ร่วมลงทุนกับพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่อย่างวีเน็ทและเน็ทแบนด์ในการขยายฐานธุรกิจเข้าสู่ประเทศไทย ทาง CTC ยินดีให้การสนับสนุนทั้งการบริหารจัดการด้าน กลยุทธ์เกี่ยวกับการขายและการตลาด รวมถึงถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้ความสามารถทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่สั่งสมมา หลายปีให้แก่เน็ทแบนด์อย่างเต็มที่ เพื่อให้เน็ทแบนด์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการออกแบบเทคโนโลยีสารสนเทศและวางระบบโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยให้ได้

ส่วน นายโสภณ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทวีเน็ท แคปปิทอล จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มตลาดไอทีในไทย การลงทุนด้านไอทีในประเทศไทยยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากไอทีมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจทั้งในแง่ของการแข่งขันและการ ก้าวสู่ความสำเร็จ การได้ร่วมลงทุนกับ CTC ในครั้งนี้ จะช่วยให้เน็ทแบนด์สามารถก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านการออกแบบเทคโนโลยีสารสนเทศและวางระบบโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานที่ล้ำหน้าได้ในอนาคต (advanced IT infrastructure system integrator with cutting-edge solutions) โดยวีเน็ทจะยังคงให้การสนับสนุนและช่วยเหลือเน็ทแบนด์ให้มี อัตราการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในอีกไม่กี่ปี ข้างหน้านี้

www.thairath.co.th

ตลาดซื้อขายภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 2012

เป็นประจำเช่นทุกปีที่ตลาดซื้อขายภาพยนตร์เมืองคานส์เนืองแน่นด้วยนักธุรกิจจากทุกมุมโลกมาตั้งบูธเสนอขายภาพยนตร์ที่ตนเป็นตัวแทน ปีนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 15-26 พฤษภาคม บริษัทสร้างภาพยนตร์จากไทยหลายบริษัทลงทุนเช่าพื้นที่ในตลาดด้วย อย่างเช่น สหมงคลฟิล์ม มาเสนอขายล่วงหน้าหนังเรื่องต้มยำกุ้ง 2, ไฟว์สตาร์ มาโปรโมตขายหนังเรื่อง DARK FLIGHT 3D กับอินทรีแดง ส่วน ANGEL & BEAR มาเสนอขายหนังคอมิดี้เรื่อง SHE ซึ่งแสดงนำโดยเพ็ญพักตร์ ศิริกุล กับขายล่วงหน้าหนังเขย่าขวัญเรื่อง DARK DESERT HIGHWAY โดยจะใช้ดาราระดับอินเตอร์ กับเจฟฟ์ แฮร์ ซึ่งเคยกำกับหนังเรื่อง BITTER SWEET มากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ส่วนหน่วยราชการไทยที่มาร่วมด้วยทุกปีมีบูธอยู่ในงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ กับ THAI FILM OFFICE หน่วยงานส่งเสริมบริษัทต่างชาติมาถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นกระโจมติดชายหาด
บริษัทจากไทยที่มาหาซื้อหนังต่างประเทศมาฉายในโรงภาพยนตร์บ้านเรา อีกทั้งออกจำหน่ายในรูปแบบดีวีดีมีอยู่หลายบริษัท แต่ที่ผู้เขียนได้พูดคุยด้วยได้แก่บริษัท LOGO MOTION PICTURES ผู้บริหารบอกกับผู้เขียนว่า ได้เจรจาขอซื้อหนังสงครามจากโปแลนด์เรื่อง 1920 BATTLE OF WARSAW 3D หนังดราม่าจากฝรั่งเศสเรื่อง L'AMOUR รวมทั้งเรื่อง DANGEROUS LIASONS จากจีน ซึ่งผู้เขียนเห็นข่าวจากทางอินเทอร์เน็ต
เป้าหมายหลักของผู้เขียนที่แวะมาตลาดซื้อขายภาพยนตร์เมืองคานส์ เพื่อให้รู้ถึงความเคลื่อนไหวในวงการภาพยนตร์ทั่วโลก หนังเรื่องไหนที่น่าสนใจ หาเวลาดูหนังเรื่องเหล่านั้นให้มากที่สุด ซึ่งสถานที่ฉายมีทั้งโรงภาพยนตร์ภายในบริเวณจัดงานกับโรงภาพยนตร์ในตัวเมือง บางเรื่องจำกัดคนดูเฉพาะผู้ซื้อ ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าชม ถ้าอยากดูจริงต้องไปขออนุญาตบริษัทตัวแทนที่บูธ บางครั้งก็อนุญาต หนังหลายเรื่องที่เคยฉายในเทศกาลอื่นอย่างเช่น ซันเแดนซ์ หรือเบอร์ลิน นำเข้ามาฉายในตลาด อย่างเช่นเรื่อง CAPTIVE และ CALM AT SEA หนังบางเรื่องที่เข้ามาถ่ายทำในบ้านเรา ผู้เขียนมีโอกาสได้ดูในตลาด อย่างเช่นเรื่อง TRADE OF INNOCENTS ซึ่งนำแสดงโดยดาราตุ๊กตาทอง มิรา ซอร์วิโน หนังเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแก๊งลักพาเด็กไปขายตัว เหตุการณ์เกิดขึ้นในเมืองเสียมเรียบ กัมพูชา แต่ใช้สถานที่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเป็นที่ถ่ายทำ หนังอาจจะดูแล้วหดหู่ในบางครั้ง แต่ทำออกมาได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะบทบาทการแสดงของมิรา ซอร์วิโน ซึ่งในชีวิตจริงเธอทำงานเป็นทูตสันถวไมตรีให้กับองค์กร UNICEF เดินทางไปยังประเทศต่างๆ ปลูกจิตสำนึกด้านศีลธรรมให้ผู้คนตระหนักถึงภัยรอบตัว สถิติจากองค์กร UNICEF พูดไว้ว่าอาชญากรรมลักพาเด็กติดอันดับสองของอาชญากรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน
ภาพยนตร์แนวประวัติศาสตร์สงครามเป็นภาพยนตร์อีกประเภทหนึ่งที่ผู้เขียนสนใจ ในตลาดซื้อขาย ผู้เขียนได้ดูภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง ADMIRAL YAMAMOTO ซึ่งสร้างโดยบริษัทโตเอะ เล่าถึงประวัติชีวิตเรื่องราวของนายพลเรือยามาโมโต ตั้งแต่ครั้งเข้าเรียนที่โรงเรียนนายเรือ จนกระทั่งก้าวสู่นายทหารผู้มีอำนาจในกองทัพ วางกลยุทธ์โจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ หนังจบลงตอนที่ยามาโมโตถูกเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรยิงตกขณะไปตรวจพลทหารญี่ปุ่นในหมู่เกาะแปซิฟิก หนังความยาว 140 นาที ชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ ดูแล้วได้ทั้งความรู้และความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากมุมมองของคนญี่ปุ่น
เหตุการณ์ทางการเมืองในอิตาลีมักถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ อีกทั้งทำได้ดีเกินคาด เปิดเผยถึงความสกปรก เล่ห์เหลี่ยม ซึ่งอยู่เบื้องหลัง ในตลาดซื้อขายภาพยนตร์เมืองคานส์ ผู้เขียนมีโอกาสได้ดูอยู่ 2 เรื่อง PIAZZA FONTANA เล่าถึงคดีสอบสวนเหตุเกิดระเบิดที่ธนาคารแห่งชาติเพื่อการเกษตรในจัตุรัสฟอนตานา มิลาน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 1969 หนังกำกับโดย MARCO TULLIO GIORDANA แห่ง THE BEST OF YOUTH ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเข้มข้นไม่แพ้กันได้แก่เรื่อง DIAZ / DIAZ หรือ DON'T CLEAN UP THIS BLOOD หนังเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงทั้งเมืองเจนัวในปี 2001 ขณะมีการประชุมจี 8 ตำรวจปราบจลาจลจำนวน 300 นาย เข้าทำการสลายผู้ชุมนุม ซึ่งหนีไปหลบซ่อนอยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ทั้ง PIAZZA FONTANA กับ DIAZ / DIAZ จะฉายในบ้านเราช่วงเทศกาลภาพยนตร์อิตาเลียน ระหว่างวันที่ 3-7 กรกฎาคม ที่โรงภาพยนตร์เอสเอฟเวิลด์ซีเนม่า ทั้งสองเรื่องโปรดอย่าพลาด หากคุณชอบหนังการเมือง
หนังสารคดีเป็นหนังอีกแนวหนึ่งที่ผู้เขียนไม่เคยพลาดหากเป็นเรื่องราวที่อยู่ในความสนใจ ในตลาดซื้อขายภาพยนตร์เมืองคานส์ ผู้เขียนมีโอกาสได้ดูอยู่ 3 เรื่อง SHADOWS OF LIBERTY เผยถึงเรื่องราวอิทธิพลของบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติในอเมริกาหลายบริษัทที่สามารถยืนอยู่เหนือสื่อข่าว บางข่าวสื่อไม่สามารถตีแผ่ความจริงนำเสนอสู่ประชาชน เบื้องหลังอยู่ที่งบโฆษณามหาศาลที่บริษัทเหล่านั้นทุ่มให้กับสื่อ ทั้งสิ่งพิมพ์และทีวี อีกเรื่องหนึ่งได้แก่ VERSAILLES 73 ดูแล้วถึงเข้าใจว่าทำไมดีไซเนอร์ชาวอเมริกันหลายคน อย่างเช่น BILL BLASS, HALSTON, ANNE KLEIN และอีกหลายๆ คนถึงก้าวสู่ความเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าชั้นนำของโลก ทั้งๆ ที่แต่ก่อนหน้านั้นไม่มีคนรู้จัก เหตุเกิดในปี 1973 เมื่อพระราชวังแวร์ซายส์ ต้องการงบประมาณมหาศาลเพื่อใช้จ่ายในด้านบูรณะซ่อมแซม ผู้จัดงานชาวฝรั่งเศสเกิดความคิดที่จะให้มีแฟชั่นโชว์ขายบัตรเข้าชมขึ้นที่พระราชวังแวร์ซายส์ โดยชุดเสื้อผ้าและนางแบบมาจากทั้งทางฝ่ายฝรั่งเศสและอเมริกา ผลปรากฏว่าชุดเสื้อผ้าและการแสดงของทางฝ่ายฝรั่งเศสล้มเหลวไม่เป็นท่า สู้ของอเมริกาไม่ได้ ดีไซเนอร์อเมริกันอย่าง BILL BLASS, HALSTON และอีกหลายๆ คนจึงแจ้งเกิดจากแฟชั่นโชว์ครั้งนี้
หนังสารคดีชีวประวัติเรื่องราวของโทนี เคอร์ติส ผู้เขียนเคยดูแล้วเรื่องหนึ่งในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปีที่แล้ว ปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ 50 แห่งการจากไปของ มาริลิน มอนโร ซึ่งแสดงคู่กับโทนี เคอร์ติส ในเรื่อง SOME LIKE IT HOT ทำให้เกิดมีหนังสารคดีชีวิตและผลงานของโทนี เคอร์ติส อีกเรื่องหนึ่งฉายในตลาดซื้อขายหนังชื่อ TONY CURTIS DRIVEN TO STARDOM หนังเล่าเรื่องราวของโทนี เคอร์ติส ตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กเติบโตในนิวยอร์ก เข้าสู่วงการภาพยนตร์ในฮอลลีวู้ดจนกระทั่งเสียชีวิต หนังทำออกมาคล้ายกับหนังสารคดีชีวิตโทนี เคอร์ติส ที่เคยดูเมื่อปีที่แล้ว ผู้เขียนว่าทำออกมาสู้หนังสารคดีที่ทำออกมาครั้งก่อนไม่ได้ เพราะครั้งนั้นได้รับความร่วมมือและคำปรึกษาจากจิล ภรรยาคนสุดท้ายของโทนี เคอร์ติส แต่ครั้งนี้น่าแปลกใจที่มีคนดูมากกว่า อาจเป็นเพราะกระแสมาริลิน มอนโร ก็เป็นได้
บริษัท STUDIO CANAL เป็นสตูดิโอยักษ์สร้างหนังฝรั่งเศสที่เก่าแก่แห่งหนึ่ง ผู้เขียนได้ยินชื่อนี้มาตั้งแต่ครั้งเป็นเด็ก เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปีนี้ CANAL นำเสนอทั้งหนังสายประกวด อย่างเช่น YOU AIN'T SEEN NOTHIN' YET ส่วนหนังในเชิงพาณิชย์มีฉายถึง 17 เรื่อง ผู้เขียนมีโอกาสได้ดูอยู่ 2 เรื่อง MY WAY ถ่ายทอดชีวิตเรื่องราวของคล็อด ฟรังซัวร์ (CLAUDE FRANCOIS) นักร้อง นักแต่งเพลงชื่อดัง เจ้าของเพลง COMME D'HABITUDE ซึ่งภายหลังพอล แองกา นำทำนองไปใส่เนื้อร้องใหม่ เป็น MY WAY หนังเล่าถึงชีวิตวัยเด็กของคล็อด ฟรังซัวร์ เกิดในอียิปต์ มาโตในฝรั่งเศส จนกระทั่งเข้าสู่วงการเพลงในยุค 60s เกิดไปมีความสัมพันธ์กับนักร้องสาวชื่อดังอย่าง ฟรานซ์ กอลล์ เพลงฮิตที่คล็อด ฟรังซัวร์ แต่งนั้นมีมากมาย แต่ไม่มีเพลงไหนดังสู้ COMME D'HABITUDE หนังทำออกมาได้ดีพอสมควร ทั้งบรรยากาศในยุค 60s กับ 70s ทั้งเพลงประกอบและตัวละคร นักร้องหลายคนที่แฟนเพลงรู้จักอย่างเช่น จอห์นนี ฮัลลิเดย์ และจิลแบร์ต เบกูลด์ มีข้อติอยู่ข้อเดียวที่ในเรื่องไม่พูดถึงเบื้องหลัง พอล แองกา เกิดแรงบันดาลใจ นำเอา COMME D'HABITUDE ไปใส่คำร้องใหม่เป็น MY WAY ส่วนอีกเรื่องหนึ่งจาก STUDIO CANAL เรื่อง THE LOOKOUT เป็นหนังแอคชั่นเรื่องราวของตำรวจสืบจับแก๊งปล้นธนาคาร ดารานำได้แก่ DANIEL AUTEUIL กำกับโดย มิเชล ปลาซิโด ดาราและผู้กำกับชาวอิตาเลียน หนังตื่นเต้นซ่อนเงื่อนตั้งแต่ต้นจนจบ นักดูหนังบ้านเราคงชอบแน่นอน

ดำรัส โรจนพิเชฐ



www.thaipost.net

“โรมิโอ ซีเรียส” ปล่อยของ คว้าบีบอยอาร์16ไทยแลน

ได้แล้ว... “โรมิโอ ซีเรียส” แชมป์บีบอยเด็กไทย จากเวที “ยูดี ทาวน์ พรีเซ็นต์ อาร์ 16 ไทยแลนด์” ที่จะพกความมั่นใจไปแข่งในระดับเซาท์อีสต์เอเชีย

การแข่งขันการเต้นบีบอยระดับนานาชาติ R16 หรือ Respect 16 ซึ่งถือเป็นเวทีการแข่งขันเพื่อค้นหาสุดยอดนักเต้นบีบอยระดับโลกที่เหล่านักเต้นบีบอยหลายประเทศให้การยอมรับและรอคอย โดยบริษัท Cartel Creative Inc. ประเทศเกาหลีเจ้าของลิขสิทธิ์ได้มอบหมายให้ จีวัน (G1) และ ศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ เป็นตัวแทนจัดกิจกรรม “ยูดี ทาวน์ พรีเซ็นต์ อาร์ 16 ไทยแลนด์” ภายใต้คอนเซปต์ “แข่งเพื่อศักดิ์ศรี ประลองเฉพาะบนเวทีด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน”

งานนี้มีเหล่าบีบอยจากทั่วประเทศให้ความสนใจเดินทางมาสมัครกว่า 36 ทีม การแข่งขันจะใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลกคือ สมาชิกในทีมไม่เกิน 8 คน ไม่จำกัดเพศ อายุ ใช้การแข่งแบบแบทเทิ่ล (Battle) และต้องใช้ท่าทางที่สุภาพ ไม่ใช้วาจาหยาบ และไม่โดนตัวอีกฝ่ายหนึ่ง การตัดสินจะพิจารณาจากท่าพื้นฐาน ท่าที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ การเคลื่อนไหวของร่างกาย เทคนิคการนำเสนอ และท่าทางสไตล์การตอบโต้กับคู่แข่ง โดยจะใช้คณะกรรมการจากประเทศเกาหลี สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี เป็นผู้ตัดสิน

หลังจากแต่ละทีมได้ “ปล่อยของ” จนกรรมการต้องอ้าปากค้างไปตาม ๆ กันแล้ว ปรากฏว่า กรรมการเทใจให้ “โรมิโอ ซีเรียส” ทีมจากกรุงเทพมหานครคว้าแชมป์ปีนี้ไปครอง

“ป๊อป-นายมิตติ กวินสังคม” ตัวแทนทีมแชมป์ กล่าวว่า อาร์ 16 เป็นเวทีที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับชาวบีบอย เพราะในประเทศไทยการแข่งที่คัดเอาตัวแทนประเทศไปแข่งในระดับภูมิภาคยังมีน้อยมาก ประกอบกับทุกทีมต้องการพิสูจน์ตัวเองนอกเหนือจากการไขว่คว้าในชัยชนะ และอีกเหตุผลสำคัญคือต้องการสร้างสังคมของวงการเบรกแดนซ์หรือบีบอยให้แข็งแรง เติบโตไปถึงเด็กรุ่นหลัง สำหรับสิ่งที่ทำให้ทีมคว้าชัยในครั้งนี้ เชื่อว่าเป็นเพราะทุกคนในทีมสามารถใช้ทักษะและความเป็นตัวของตัวเองสื่อสารออกไปได้อย่างสร้างสรรค์ โดยจะขอเก็บข้อเสนอแนะจากกรรมการครั้งนี้เพื่อเติมเต็มและเตรียมพร้อมในการแข่งขันระดับเซาท์อีสต์เอเชียต่อไป

ด้าน “ชิน–นายชินวุฒิ จันทตรัตน์”ตัวแทนจาก “99 เฟลว่า” อีกทีมจากกรุงเทพมหานครที่คว้าอันดับสองในการแข่งขัน บอกว่า ทีมเรามาถูกทางและทำดีที่สุดแล้วคือเริ่มต้นจากความเป็นตัวเอง ใช้ท่าเต้นที่สร้างสรรค์ขึ้นจากความคิดของตัวเอง ถึงอย่างไรพวกเราก็จะเดินหน้าฝึกฝนฝีมือต่อไป และสิ่งที่ประทับใจสำหรับการแข่งครั้งนี้คือเราได้เจอเพื่อนใหม่ที่ชื่นชอบในกิจกรรมแบบเดียวกัน ได้เรียนรู้ถึงเทคนิคการเต้นของกันและกัน ทั้งนี้อยากจะฝากบอกน้อง ๆ เด็กรุ่นใหม่ ให้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์มากที่สุดโดยหากิจกรรมที่เราชอบทำ ไม่จำเป็นต้องเต้นบีบอยก็ได้ แต่ขอให้เริ่มจากกิจกรรมที่ตัวเองทำแล้วมีความสุขและเป็นประโยชน์ต่อตัวเองก็เพียงพอแล้ว

อีริค ซาโทเรียส กรรมการจากประเทศสหรัฐอเมริกา และตัวแทนผู้จัดการแข่งขัน “R16 Korea World B-Boy Masters Championship” การแข่งขันบีบอยระดับโลกในปีนี้ กล่าวว่า ได้มีการจัดการแข่งขัน อาร์16 ในประเทศไทยเป็นครั้งที่ 2 แล้ว และรู้สึกยินดีแทนเยาวชนไทยที่มีเวทีเปิดกว้างให้พวกเขาได้แสดงความสามารถในระดับสากล

ด้าน เออร์ฮาน ดิคคายา กรรมการจากประเทศเยอรมนี กล่าวว่า เดินทางมาเป็นกรรมการตัดสินอาร์16 ในประเทศไทย 2 ปีติดต่อกัน และเคยเห็นทุกทีมที่เข้าแข่งขันในปีนี้มาแล้ว ต้องยอมรับว่าเด็กไทยมีพัฒนาการเร็วมาก พื้นฐาน และท่วงท่าการ
เต้นดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หัวใจของการเต้นบีบอยไม่ใช่การเต้นเลียนแบบท่าของใคร แต่คุณต้องโฟกัสอยู่ที่ตัวเอง พัฒนาจากความสามารถของตัวเองเพราะการเต้นประเภทนี้ให้อิสระคุณได้สร้างสรรค์ไปตามพื้นฐานร่างกาย และความแข็งแกร่งของแต่ละคน ดังนั้นหากคุณรักการเต้นบีบอยและอยากจะแข่งขันกับคนอื่น ๆ คุณต้องเริ่มจากตัวเองก่อน

สำหรับทีมโรมิโอ ซีเรียส จะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยแข่งขันระดับเซาท์อีสต์เอเชีย “R16 South-East Asia 2012” ณ ประเทศไต้หวัน และก้าวไปสู่เวทีโลก “R16 Korea World B-Boy Masters Championship” ณ ประเทศเกาหลี.

www.dailynews.co.th

ขนมฝรั่งถูกปากคนไทยเค้กฝอยทอง อันนานุ่มจนเก็บมาฝัน

ฝอยทองขนาดพกพาราคากันเอง.

‘ฝอยทอง’ ขนมไทยที่มีรากเหง้ามาจาก “Fios de Ovos” ของโปรตุเกส เริ่มเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาโดย “ดอนญ่า มารี กีมาร์ เดอปิน่า” (Marie Guimar de Pinha) หรือ “ท้าวทองกีบม้า” หัวหน้าห้องเครื่องต้นดูแลการจัดเลี้ยงต้อนรับคณะราชทูตจากฝรั่งเศสในสมัยนั้น Fios de Ovos นอกจากจะแปลงร่างมาเป็นฝอยทองของไทยแล้ว ยังกรีดกรายไปอยู่ในรายการอาหารประเทศอื่นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสเปน (เรียกว่า huevo hilado) ญี่ปุ่น (เรียกว่า keiran somen) กัมพูชา (เรียกว่า vawee) มีความเชื่อกันว่าฝอยทองถูกค้นคิดขึ้นโดยนักบวชและแม่ชีตั้งแต่ 500–600 ปีก่อน ในโปรตุเกสและบราซิลนิยมทานเป็นเครื่องเคียงคู่กับขนมปัง ขนมเค้ก และเนื้อสัตว์ปัจจุบัน  ฝอยทองถูกนำมาดัดแปลง ให้เข้ากับ “บริโภคจริต” ของคนไทย นอกจากจะทานเล่นเป็นของหวานแล้ว ยังนำมา มิกซ์ แอนด์แมตช์เข้ากับ ข้าวตัง ทองม้วน วุ้น โรตี แต่ที่ได้รับความนิยมสุดๆ เห็น จะเป็น “เค้กฝอยทอง” หม่ำได้ทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะขึ้นเหนือ ล่องใต้ เป็นต้องเจอ สำหรับพลพรรคนักโซ้ยที่ผูกจิตติดใจกับความนุ่มของเนื้อเค้ก และความหวานสราญลิ้นของฝอยทอง เจ๊แซบขอแนะนำให้มาลอง “ร้านอันนา” ที่จังหวัดราชบุรี ร้านนี้มีที่มาที่ไม่ธรรมดา!

 

เค้กฝอยทองสุดฮิต.

เค้กส้มหวานหอมชื่นใจ.

“5–6 ปีก่อน พี่ทำเค้กฝอยทองขายแค่ปีละครั้งนะคะ มีแต่พรรคพวกกันเองมาสั่งช่วงปีใหม่ ตอนแรกเราทำแจกเป็นของขวัญปีใหม่ คนที่ได้เค้ากินแล้วติดใจ อยากสั่งไปให้คนอื่น แล้วก็สั่งกินเอง เค้าก็ขอให้เราคิดเงิน เราก็เลยเริ่มทำขาย แต่ก็ไม่มีหน้าร้าน จนเราพร้อม และลูกค้าก็ค่อยๆเพิ่มมากขึ้น พี่ก็เลยเปิดเป็นร้านเป็นเรื่องเป็นราว เปิดมาได้ปีครึ่งแล้วค่ะ” จากใจรักที่ปักแน่นในการทำขนม “คุณพี่ลูกปลา” มุ่งมั่นพัฒนา ฝีมือผสมผสานระหว่างฝอยทองสูตรคุณย่าเข้ากับเค้กสูตรเฉพาะตัวที่คิดค้นขึ้นจากความชอบล้วนๆ

 

ความพิเศษของเค้กฝอยทอง “อันนา” อยู่ที่ความนุ่ม ละมุนละไมของเส้นฝอยทองที่โรยปกคลุมเนื้อเค้กอย่างหนาแน่น คุณพี่ลูกปลาลงมือทำฝอยทองเองวันต่อวัน พิถีพิถันทุกขั้นตอน โดยเฉพาะ ‘การเลือกไข่’ ต้องสด ใหม่  ได้ขนาดกำลังดี คุณพี่ลูกปลาลงทุนลงแรงไปเลือกเองที่ฟาร์ม “ฝอยทองเราทำสดๆ ทุกวัน และพยายามจะไม่ทำเยอะ เพราะไม่อยากให้เหลือค่ะ” เมื่อความสดมาบรรจบกับความใส่ใจ ทำให้ฝอยทองร้านนี้มีเสน่ห์ระดับนางเอก ไม่ได้เป็นแค่ตัวประกอบประดับบนหน้าเค้ก (หุหุ)

นอกจากฝอยทองจะนุ่มได้ใจ ไม่คาว เนื้อเค้กยังชุ่มฉ่ำหม่ำคล่องไม่ฝืดคอ เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับเนื้อครีมที่ปาดก่อนโรยฝอยทอง เนื้อครีมไม่หนาเว่อร์ และไม่หวานเลี่ยน หม่ำเพลินๆหมดชิ้นแบบไม่รู้ตัว ขาโซ้ยที่นิยมความหวานแบบไม่แสบคอ ถ้าได้ลองเป็นต้องเลิฟ!

 

 

ร้านน่านั่ง.

อีก 2 เค้กที่กำลังมาแรง คือ “เค้กส้ม” และ “เค้กช็อกหน้านิ่ม” สองตัวเลือกมาใหม่ที่ได้ใจขาประจำไปอย่างรวดเร็ว

 

ร้านเค้ก “อันนา” ตั้งอยู่ในอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ถ้ามาจากตัวเมือง ให้เลี้ยวมาทางโพธาราม ขับตรงไปเรื่อยๆจนเจอปั๊ม ปตท. เลยมาอีกนิดเจอสามแยกเลี้ยวซ้ายก่อนถึงทางรถไฟ และเลี้ยวซ้ายอีกครั้งก่อนถึงโรงพยาบาลโพธาราม ร้านจะอยู่ริมถนนทางซ้ายมือ ถ้าอ่านแล้วงง ขับตามแล้วหลงโทร.ถามพี่ลูกปลาได้ที่เบอร์ 08–1986–0577 เค้กมีขายทั้งแบบหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และซื้อยกปอนด์ ถ้าต้องการจำนวนมากกรุณาโทร.สั่งล่วงหน้า เพราะทางร้านทำจำนวนพอขายในแต่ละวัน ร้านเปิดตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม จันทร์ถึงศุกร์ หยุดเสาร์ อาทิตย์ ใครอยากลองต้องอดใจรออีกหนึ่งวัน จันทร์เมื่อไหร่ได้หม่ำแน่!

 

 

ก่อนจบก่อนจาก เจ๊แซบขอฝากหนังสือรวมเล่ม “โซ้ยแหลกซอกแซกกิน” ของ “เจ๊แซบหัวเขียว” ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจมิตรรักนักโซ้ยทุกท่าน การรวมเล่มครั้งแรกหลังจากที่ได้ท่องยุทธจักรกับนักหม่ำมายาวนานกว่า 7 ปี หาซื้อได้ตั้งแต่วันนี้ตามแผงหนังสือทั่วไป ...ขอกราบขอบพระคุณจากใจ...เจ๊แซบหัวเขียว!­­­­

 

 

www.thairath.co.th

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

สัมมนาวิชาการ การเปิดเสรีอาเซียน โดยมหาวิทยาลัยรังสิต


ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง "การเปิดเสรีอาเซียน : การเตรียมกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทย" ซึ่งจัดโดย กลุ่มวิทยาลัยแพทยศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยรังสิตว่า หลายประเทศกำลังเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ( AEC ) จึงมีการเร่งพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว เพื่อหาช่องทางตักตวงผลประโยชน์จากประชาคมอาเซียน ทั้งนี้เห็นว่าระบบสาธารณสุขและธุรกิจด้านสุขภาพของประเทศไทย มีความพร้อมสำหรับเวทีอาเซียนและเวทีโลก เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งในหลายด้าน ทั้งด้านการผลิตอาหาร ด้านการท่องเที่ยว ด้านความคิดสร้างสรรค์ และด้านสาธารณสุข การที่ไทยจะรักษาจุดแข็งเหล่านี้ จำเป็นต้องสร้างบุคลากรให้มีความพร้อมและมีความสามารถมากขึ้น

อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า หากเปิดประชาคมอาเซียนจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานแบบเสรีในหลายวิชาชีพ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีทั้งผลดีและผลเสีย ดังนั้นประเทศสมาชิกอาเซียนจึงเริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อวางแผน ใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีให้มากที่สุด แต่ในประเทศไทยกลับพบว่าที่ผ่านมามีปัญหา การวางนโยบายสาธารณสุขและการศึกษาที่สับสน เพราะนโยบายส่วนใหญ่ขัดแย้งกับแนวทางที่ปฏิบัติจริง เห็นได้จากที่ภาครัฐและภาคประชาชนมองว่า ระบบสาธารณะสุข คือ สิทธิของประชาชนในการเข้ารับการรักษาและไม่ใช่กิจการค้ากำไร แต่ในขณะเดียวกันผู้บริหารประเทศกลับตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจสุขภาพหรือเมดิคัลฮับ

ดร.อาทิตย์ กล่าวว่า เห็นได้จากการที่สถานศึกษาด้านการแพทย์ของรัฐ มุ่งเน้นที่จะพัฒนาแพทย์เพื่อรองรับธุรกิจดังกล่าว แต่ขณะนี้โรงพยาบาลรัฐและเอกชน กลับประสบปัญหาขาดแคลนแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบปัญหาจากการที่ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) ประกาศปรับลดอัตราบรรจุพยาบาลจบใหม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้ทำลายขวัญและกำลังใจบุคลากรทางการแพทย์อย่างรุนแรง พยาบาลเป็นจำนวนมากลาออก ไปทำงานกับสถานพยาบาลเอกชน

"ผมคิดว่าปัญหาเกิดจากนโยบายที่สับสน ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหารประเทศและกระทรวงสาธารณสุขและภาคการศึกษา ต้องมีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อให้ทุกฝ่ายทำงานสอดคล้องกัน ซึ่งผมเชื่อว่าประเทศไทยจะมีศักยภาพเพียงพอ ต่อการเป็นเมดิคัลฮับอย่างแน่นอน" ดร.อาทิตย์ กล่าว



breakingnews.nationchannel.com

บทความที่ได้รับความนิยม