วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ท่องเที่ยว ไทย & พม่า

งบรายได้ด้านการท่องเที่ยว 55 ในมูลค่า 6,570 ล้านบาท ส่วนในปี 56 รัฐบาลขอเพิ่มงบประมาณขึ้น 31.84% เป็น 8,662 ล้านบาท

ส่วนใหญ่งบเร่งเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวที่รัฐบาลขอใช้ใน พ.ศ.2556 นั้น จะใช้ไปในการส่งเสริมการตลาดเชิงรุก ใช้ประชาสัมพันธ์เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ ซึ่งต่อให้ท่านใช้งบประมาณมากกว่านี้อีก 100 เท่า ภาพลักษณ์ของประเทศไทยก็ไม่สามารถดีขึ้นมาได้  เนื่องจากเรายังมีพลเมืองระดับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นไปลากเก้าอี้ประธานสภาออกไปนอกห้องประชุม ขึ้นไปกระชากลากฉุดประธานสภาของพวกตนลงมาข้างล่าง หรือหรือบางวันก็มีการบีบคอ ส.ส.ด้วยกันอวดประชาชนคนดูโทรทัศน์ทั่วโลก

แม้ กระทรวงวัฒนธรรมของไทยใช้งบเท่าใดก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ หากผู้คนระดับ ส.ส. ของเรายังเอาสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ แฟ้มบ้าง เขวี้ยงปาประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้คนที่ทำงานในด้านศาสนาและจริยธรรมก็คงจะถดถดยและละอายต่อพฤติกรรม เพราะต้นแบบฉบับของเยาวชนคนที่เป็นถึงผู้แทนราษฎรประพฤติตัวไปในทางที่เสื่อมจริยธรรม ไม่มีวัฒนธรรมและสติ

เมื่อไม่นานมานี้ ก็ได้มีข่าวฉาวของ ส.ส.ชายของไทยดูภาพโป๊ในขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อเห็นภาพ ส.ส. ล่อกันนัวเนียในสภา ประชาชนคนดูทีวีโลกไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของ ส.ส. กลุ่ม ว่ามาจากที่ไหน รู้แต่เพียงว่า นี่คือ ส.ส. ไทย ส.ส. ก็เน่าไปทั้งสภา เหมือนปลาเหม็นแค่ตัวเดียวไปทั้งข้อง อีกทั้งดูหมิ่นถิ่นแคลนไปถึงประชาชนคนในจังหวัดที่เลือก ส.ส. พวกนี้  ว่าใช้ส่วนไหนของสมองตรองกรองเอาคนพวกนี้เข้ามาเป็นผู้แทนของตนในสภา

ในปี 2556 รัฐบาลนี้มีความมุ่งมั่นปรารถนาว่า  จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาประเทศถึง 24.2 ล้านคน รัฐบาลเชื่อว่านักท่องเที่ยวจะเข้ามาจับจ่ายใช้สอยใน พ.ศ.2557 ถึง 26.4 ล้านคน และ พ.ศ.2558 ปีที่ประชาคมอาเซียนจะเปิดเสรีอย่างสมบูรณ์ ตามแผนเดิม จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวอยู่ที่ 28.6 ล้านคน

รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้วางยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวไว้อย่างรัดกุมและชัดเจน มีวิจัยทางวิชาการสนับสนุนเป็นเรื่องเป็นราวว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติจะใช้เงินไปในค่าโรงแรม ค่าข้าวปลาอาหาร และซื้อสินค้าประเภทยาดม ยาอม ยาหม่อง กระจกเงา กระเป๋าหิ้ว แว่นตา นาฬิกา ฯลฯ เพิ่มมากขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 9 ในปี 2556 เราจะมีเงินจากการนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 1.03 ล้านล้านบาท รวมทั้งเงินที่นักท่องเที่ยวชาวไทยท่องเที่ยวไปในประเทศเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 หรือเป็นเงินมากถึง 0.46 ล้านล้านบาท

ท้ายที่สุด ภายในปี พ.ศ. 2558 ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลนี้ เราจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า คือเป็นเงินมากถึง 2.2 ล้านล้านบาท

งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 รัฐบาลเสนอให้รัฐสภาพิจารณาเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 2.4 ล้านล้านบาท ถ้าคนไทยช่วยกันรักษาภาพลักษณ์ของประเทศไว้ ประเทศไทยนี้เป็นประเทศที่มีวัฒนธรรม แค่รายได้จากการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ก็เกือบเลี้ยงพวกเราได้อย่างสมบูรณ์

สิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐสภาที่ผ่านมานั้น ทำมีโรคร้ายหลายประเภทมะรุมมะตุ้มการท่องเที่ยวไทย อาจจะส่งผลทำให้ผู้คนไม่มาเที่ยวประเทศของเรา การท่องเที่ยวโทนนี้ สไตล์นี้ จะมีแค่เพียงจากในประเทศของเรา ประเทศที่มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวคล้ายเราและมีศักยภาพเป็นคู่แข่งเราได้มากที่สุดก็คือ สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ทว่า เมื่อก่อนการท่องเที่ยวพม่าไม่ดัง เพราะพม่าปิดประเทศ

ในวันนี้ พม่ามาเปิดแล้ว รัฐบาลพม่าประกาศแผนแม่บทเรื่องการท่องเที่ยวและการลงทุนออกมาอย่างถนัดชัดเจน แม้แต่เรื่องการถือครองที่ดิน ปัจจุบันทุกวันนี้ พม่าให้สิทธิ์การถือครองที่ดินแก่ต่างชาติ 30 ปี และสามารถต่ออายุได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 15 ปีรวมเป็น 60 ปี

ไม่เคยมียุคสมัยใด ที่รัฐบาลพม่าจะฟังเอกชนขนาดนี้ ภาคเอกชนพม่าเตรียมเสนอรัฐบาลเพื่อแก้ไขกฎหมายให้ชาวต่างชาติเพิ่มสิทธิ์ครองที่ดินได้ยาวนานถึง 50ปีและต่ออายุได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 10 ปี รวมเป็น 70 ปี และก็มีแนวโน้มว่า จะมีร่างกฎหมายนี้เข้าไปในสภาของพม่า พอถึงวันนั้น นักลงทุนก็จะแห่กันเข้าไปลงทุนด้านการท่องเที่ยวในพม่า

ร่างกฎหมายใหม่ที่จะเข้าสภาพม่าในไวๆ นี้ เป็นเรื่องให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจโรงแรมระดับ 4-5 ดาว ได้ 100% ระดับ 3 ดาว ชาวต่างชาติลงทุนได้ 35-99% ส่วนระดับ 1-2 ดาว จะสงวนสิทธิ์การลงทุนให้เฉพาะคนพม่าเอง เพื่อให้ธุรกิจท้องถิ่นของประชาชนคนพม่าอยู่ได้

จึงอยากวอนขอให้ ส.ส. ไทยที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว หรือหยุมหยิบ ประเภทผู้จัดการสันดานเสมียน หรือ ส.ส. ที่แย่งงาน อบต.ทำ ประเภทอภิปรายในสภาเรื่องน้ำท่วม ได้หันมาสนใจเรื่องที่สำคัญกว่า อย่างร่างกฎหมายของต่างประเทศ เพื่อเราได้ไม่ตกโลก

แม้แต่ร่างกฎหมายของพม่านี่ก็น่าอ่าน

เราจะได้ลอกเลียน เอามาตรากฎหมายให้ทันโลกอย่างพม่าบ้าง.

 



www.thairath.co.th

World Economic Forum on East Asia ครั้งที่ 21...

 

ปิดฉากลงไปแล้วกับงาน World Economic Forum on East Asia ครั้งที่ 21 ที่เปิดโอกาสให้ทั้งรัฐบาลและนักธุรกิจชั้นนำได้พบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ในฐานะพาร์ตเนอร์ระดับกลยุทธ์ของงาน World Economic Forum ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และเมื่อไม่นานมานี้ได้การพบปะพูดคุยถึงรื่อง “World Economic Forum กับผลตอบแทนต่อประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน” กับนางลิน ค็อก กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายไท ฮุย หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และเอเชีย ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เป็น 1 ใน 100 องค์กรที่ได้รับการยอมรับคัดเลือกเป็นพาร์ตเนอร์ด้านกลยุทธ์ ให้ร่วมดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกับ World Economic Forum ในการกำหนดการประชุมในระดับอุตสาหกรรม ระดับภูมิภาค รวมทั้ง ระดับนานาชาติ

World Economic Forum on East Asia และ ประโยชน์ต่ออาเซียนและประเทศไทย ประเทศสมาชิกอาเซียน ร่วมมือกันเพื่อให้กลายเป็นภูมิภาคแห่งกลยุทธ์ด้านเศรษฐกิจเป็นจริงขึ้นมาภายใต้ชื่อ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” (ASEAN Economic Community : AEC) ซึ่งมีเป้าหมายประเด็นที่จะทำให้บรรลุผลภายในปี 2558 การจะทำให้บรรลุถึงเป้าหมายภายใน 3 ปีที่เหลือนั้น ทั้งภูมิภาคอาเซียนจะต้องรวมผนึกกำลังกันทั้งในระดับรัฐและธุรกิจ การประชุม World Economic Forum เป็นวาระที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้มีส่วนช่วยเหลือและเชื่อมโยงเพื่อให้เกิดความร่วมมือภายในภูมิภาคให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้แล้ว ยังเปิดโอกาสให้มีการพูดคุยเจรจาและวิเคราะห์พิจารณาถึงศักยภาพความสามารถของภูมิภาคอาเซียนในด้านต่างๆ ได้แก่ 1.การสร้างเครือข่ายการคมนาคมขนส่ง 2.พลังงาน 3.ระบบสาธารณสุขเคลื่อนที่ 4.การท่องเที่ยว 5.บริการทางการเงิน 6.เกษตรกรรม ภายใต้ธีมการประชุม “Shaping the Region’s Future through Connectivity” การประชุมในครั้งนี้จึงไม่เป็นเพียงการประชุมระดับภายในภูมิภาคเท่านั้น หากแต่เป็นพื้นที่สำหรับผู้ที่เล็งเห็นศักยภาพของอาเซียนทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์ และด้านภูมิเศรษฐกิจ

นางลิน ค็อก กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าวว่า ประเทศไทย ซึ่งตั้งซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคอาเซียนมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาครองจากอินโดนีเซีย นับเป็นสถานที่ซึ่งเหมาะสมสำหรับการเจรจาของผู้นำในภาคการเมือง และภาคการธุรกิจ ในการกำหนดอนาคตของภูมิภาคด้วยกัน ทั้งนี้ ยังเป็นโอกาสให้ร่วมกันกำหนดโมเดลการบริหารความเสี่ยง รวมทั้งการพัฒนาในด้านคุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืน

“ในแง่มุมมองเสนอแนะของสถาบันทางการเงิน ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดเชื่อว่าเศรษฐกิจของอาเซียน จะอาศัยธนาคารในฐานะสื่อกลางทางการเงิน ซึ่งมีหน้าที่เชื่อมโยงให้มีการถ่ายเทเงินจากผู้ออมไปยังผู้ลงทุนได้สะดวกขึ้น ปัจจุบันเงินฝากในภูมิภาคอาเซียนมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากประชากรส่วนหญ่ในภูมิภาคนี้มีระดับรายได้และความมั่นคงสูงเพิ่มขึ้น รายได้ธนาคารใน 4 ตลาดหลักในอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศไทย ในขณะที่มูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สูงถึง 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นอันดับ 7 ของโลกรองจากสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น เยอรมัน บราซิล และสหราชอาณาจักร”

สำหรับประเทศไทย มีตัวเลขที่น่าสนใจคือ เศรษฐกิจของไทยโตเป็นอันดับ 2 (คาดว่าเท่ากับ 373,300 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2012) รองจากอินโดนีเซีย แต่หากพิจารณาจีดีพีที่เป็นด้านการเงิน ไทยกลับตกไปอยู่ลำดับที่ 4 รองจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย และนั่นแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของไทยยังต้องการ ความสนับสนุนจากสถาบันทางการเงินอีกมาก และหาก AEC ให้ความร่วมมือได้ภายในปี 2558 โดยธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดเชื่อมั่นว่าธนาคารจะยังรองรับการขยายตัวทางการค้าที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยได้อีกมาก รวมทั้งยังมั่นว่า มูลค่าจีดีพีด้านการเงินของไทยจะยกระดับสูงขึ้น

นายไท ฮุย หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และเอเชีย ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าวเผยว่า ขณะนี้ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมีสาขาอยู่ใน 9 จาก 10 ประเทศในอาเซียน ซึ่ง ธนาคารสามารถสนับสนุนให้ธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศของลูกค้าดำเนินได้อย่างสะดวก ยิ่งไปกว่านั้นก็ยัง สามารถสนับสนุนให้ลูกค้าขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนได้สำเร็จ ในขณะเดียวกันธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมีสาขากว่า 400 แห่งในอาเซียน มีฐานลูกค้ามากกว่า 4 ล้านคน และมี Relationship Managers ให้บริการลูกค้ากว่า 3,200 คน

นอกจากนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับนโยบายความร่วมมือระหว่างสมาชิกอาเซียนที่จะขยายไปสู่ประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออก เช่น จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น (อาเซียน+3) ธนาคารได้มีการพัฒนาระบบการชำระเงินเพื่อการค้าระหว่างประเทศในสกุลเงินหยวนอีกทั้ง ธนาคารยังมีส่วนสำคัญในการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศเกาหลี และฮานาแบงก์ โดยการออกพันธบัตรในสกุลเงินบาทในประเทศไทย

เมื่อประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ AEC ทำให้ไทยมีข้อได้เปรียบด้านเศรษฐกิจของอาเซียน คือ การมีความหลากหลายเศรษฐกิจ และยังมีแนวโน้มจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นโดยการเติบโตของชนชั้นกลาง นอกจากนี้ อาเซียนยังมีทรัพยากรที่จะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์อีกเป็นจำนวนมาก และด้วยความแข็งแกร่งดังกล่าว ทำให้อาเซียนได้รับการจับตามองว่าจะเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและเป็นแหล่งการเงินที่สำคัญแห่งใหม่ของโลก

ขณะเดียวกัน อาเซียนมีผลิตภัณฑ์รวม (จีดีพี) คิดเป็นมูลค่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลกรองจากสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น บราซิล เยอรมัน และสหราชอาณาจักร โดยมีสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการเงินและธุรกิจ รวมทั้ง อินโดนีเซีย มาเลเซีย และประเทศไทย เป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ อาเซียนมีแรงงานมหาศาลจากประชากรทั้งสิ้น 600 ล้านคน ดังนั้นด้วยจำนวนประชากรมากถึง 600 ล้านคน และมีจีดีพีของทั้งภูมิภาคเท่ากับ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เศรษฐกิจของอาเซียนถึงว่าเทียบเคียงได้กับจีน อินเดีย รัสเซีย และบราซิล ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

โดยจุดอ่อนของการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยการบูรณาการเพื่อสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นักลงทุนต่างประเทศเป็นจำนวนมากผิดหวังกับ ความล่าช้าในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประโยชน์ที่ภาคธุรกิจจะได้รับดูเหมือนจะไม่ค่อยมากนัก ทำให้ความพยายามดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนไม่มากเท่าที่ควร และความไม่เท่าเทียมในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและระบอบการปกครอง อุปสรรคใหญ่สำหรับการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คือ ความแตกต่างในเรื่องของรายได้ของประชากร และระบอบการปกครองนับ

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาคเอกชน ภาครัฐ  ผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษาอีกทั้งประชาชนทั่วไป ต่างเพร้อมและรับมือเพื่อเป็นการเปิดโลกกว้าง รองรับการทำงานในประชาคมอาเซียนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 3 ปีข้างหน้า

 

 

 



www.banmuang.co.th

 

วันที่ 4 มิ.ย.การแข่งขันกีฬายิงธนูในร่มระยะ 18 เมตร ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเ

วันที่ 4 มิ.ย.การแข่งขันกีฬายิงธนูในร่มระยะ 18 เมตร ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี พ.ศ.2555 ครั้งที่ 6 ที่ ไอส์แลนด์ ฮอลล์ ศูนย์การค้า แฟชั่น ไอส์แลนด์ ชั้น 3 โดยเป็นการแข่งขันวันสุดท้าย โดยมีนายนววิธ กสิเสรีวงศ์ ประธานกรรมการบริหารชมรมยิงธนูไทยแลนด์เอาท์ดอร์ เป็นประธานปิดการแข่งขันพร้อมมอบรางวัลแก่นักกีฬา เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา

สำหรับการแข่งขันรายการนี้ จัดโดยชมรมยิงธนูไทยแลนด์ เอาต์ดอร์ ร่วมกับสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีนักกีฬายิงธนูจากในประเทศและต่างประเทศ เข้าร่วมการแข่งขัน ประมาณ 300 คน แบ่งเป็นประเภทรีเคิร์ฟ หรือคันธนูโค้งกลับ, คอมปาวด์ หรือคันธนูทดกำลัง และเทรดดิชั่นแนล ประเภทยิงธนูแบบดั้งเดิม

ในการแข่งขันรายการนี้ ประเภทรีเคิร์ฟ หรือคันธนูโค้งกลับ มีนักกีฬาไทยหนึ่งเดียวที่คว้าโควตาไปแข่งขันโอลิมปิก 2012 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เข้าร่วมการแข่งขัน คือ จ่าเอกวิทยา ทำว่อง จากราชนาวี เข้าแข่งขันโดยประเดิมคว้าแชมป์ในประเภททีม ร่วมกับเพื่อนร่วมทีม พ.จ.อ.เด่นชัย เทพนา ทีมชาติ และ จ.อ.อัครินทร์ ไทยเอื้อ โดยมีมหาวิทยาลัยฮ่องกง ได้ที่ 2 และชมรมยิงธนูไทยแลนด์ เอาต์ดอร์ (ธนภัทร หาริกุล, เอกศักดิ์ ชื่นชอบ, อัลริค โฟร์เน็ต ฟายาร์ด) ได้ที่ 3

ประเภทคันธนูโค้งกลับ บุคคล ปรากฏว่า วาเนสซ่า โล เซียะ หลง จากสิงคโปร์ ชนะ จ.อ.วิทยา ทำว่อง (ราชนาวี) 6-2 ทำให้ชวดแชมป์อย่างน่าเสียดาย ชิงเหรียญทองแดง ธนภัทร หาริกุล (ชมรมยิงธนูไทยแลนด์ เอาต์ดอร์) ชนะ พ.จ.อ.เด่นชัย เทพนา

ประเภทคันธนูทดกำลัง ประเภททีม แชมป์ตกเป็นของชมรมยิงธนูไทยแลนด์ เอาต์ดอร์ (ตรัยพัทค์ มณีสมบัติกุล, กัรยาวีธ์ มณีสมบัติกุล, ธนเสฎฐ์ มณีสมบัติกุล) อันดับ 2 อาร์เชอรี่ ไทย อาร์เชอรี่ สคูล (ชนินสสิทธิ์ อินทรวิเศษ, ศิริพงษ์ ฟักเขียว, สุณีย์ เดชโชกุล) อันดับ 3 ม.เกษตรศาสตร์ (จิตติ แก่งทองหลาง, สิทธิพงษ์ เดชาอนันตพงษ์, หริต หัตถา)

ประเภทคันธนูทดกำลัง บุคคล รอบชิงชนะเลิศ เอิร์ล แยป จากฟิลิปปินส์ ชนะ ตรัยนันท์ มณีสมบัติกุล 6-1 ชิงเหรียญทองแดง ตรัยพัท มณีสมบัติกุล (ชมรมยิงธนูไทยแลนด์ เอาต์ดอร์) ชนะ ฮาร์วินเดอร์ ซิงห์ (มาเลเซีย)

ประเภทลองโบ เทรดดิชั่นแนล หรือยิงธนูแบบดั้งเดิม ที่มี "โจอี้ บอย" อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต นักร้องชื่อดัง และ เพชร มาร์ หรือพิทรี่ วิคเตอร์ เอดวาร์ด มาร์ โปรดิวเซอร์และนักดนตรีชาวไทย และคอมเมนเตเตอร์ประจำรายการเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว เข้าร่วมการแข่งขันด้วย

โดยในประเภททีม ปรากฏว่า ชมรมยิงธนูไทยแลนด์ เอาต์ดอร์ คว้าแชมป์ไปครอง โดยมีธรรมลักษณ์ เนียมหอม รองเทศมนตรี อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร ร่วมกับพีระชัย รักกิจการ และสุขฤทัย พยนต์รัตน์ ส่วนอันดับ 2 เพชร มาร์, ชวนพิศ สำราญรื่น, พิษณุ บุญประสิทธิ์ จากชมรมยิงธนูไทยแลนด์ อ.ชาณุวรลักษบุรี อันดับ 3 สมชาย พิไนยศุลกกิจล สิทธิศักดิ์ ธารนัย, มนัสจันทร์ ลีนานนท์ จากชมรมยิงธนูไทยแลนด์ เอาต์ดอร์

ส่วนประเภทบุคคลทั่วไป ปรากฏว่าแชมป์ตกเป็นของธรรมลักษณ์ เนียมหอม (ชมรมยิงธนูไทยแลนด์ เอาต์ดอร์) ที่เอาชนะ สิทธิศักดิ ธารนัย (ชมรมยิงธนูไทยแลนด์ เอาต์ดอร์) 6-2 โดยโจอี้ บอย ได้ที่ 4 แพ้ พีระชัย รักกิจการ (ชมรมยิงธนูไทยแลนด์ เอาต์ดอร์) 2-6 ในรอบชิงเหรียญทองแดง

อีกคน สากล อินทร์แก้ว นักกีฬาคนพิการดีกรีอันดับ 3 ชิงแชมป์โลก ที่คว้าโควตาไปแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ ในเดือน ก.ย.ที่ประเทศอังกฤษ ลงแข่งขันประเภทคันธนูโค้งกลับ คนพิการยืนยิง จากสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในรอบชิงชนะเลิศ เอาชนะ สมพร คณะแก้ว (สมาคมกีฬา จ.ชลบุรี) 6-0 ชิงเหรียญทองแดง ปรียาภรณ์ แก้วแจ่มจันทร์ (สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย) ชนะ พรรณิพา สระทองแมว (สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย)

ประเภทคันธนูโค้งกลับ คนพิการนั่งยิง รอบชิงชนะเลิศ หาญฤชัย เนตศิริ (สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย) ชนะ อัคราชัย พิมพ์ทอง (สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย) ชิงเหรียญทองแดง พวงเพชร ไชยธงรัตน์ ชนะ วิมล ไชยมงคล (สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย)

ประเภทคันธนูโค้งกลับ รุ่นเยาวชน อายุไม่เกิน 12 ปี แชมป์เป็นของ ฤทัยพร พัฒโนดม (นครพิงค์) ชนะ แม็กซิมิเลียน ฮัน (อาร์เชอรี่ ไทย อาร์เชอรี่ สคูล) 6-0 ชิงเหรียญทองแดง ปัณณ์ ตันตั้งตรง (ภูเก็ต) ชนะ แทนไท ชัยสุรินทร์ (อาร์เชอรี่ ไทย อาร์เชอรี่ สคูล)

www.thairath.co.th

นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย

นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จู่โจมตรวจรางรถไฟ เส้นทางสถานีหนองปลาดุก–กาญจนบุรี ระยะทาง 132 กม. เชื่อปัญหารถไฟตกรางหมดภายใน 1 เดือน...

วันที่ 4 มิ.ย.  นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจรางรถไฟ เส้นทางสถานีหนองปลาดุก–กาญจนบุรี ซึ่งมีระยะทาง 132 กม. ว่า การลงพื้นที่ดังกล่าวเป็นไปตามแผนปฏิบัติการจู่โจมตรวจ ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม ที่ให้ รฟท.จัดทำแผนปฏิบัติการออกตรวจรางรถไฟทั่วประเทศและรายงานผลทุก 3 วัน ในระยะ 1 สัปดาห์ และระยะ 1 เดือน โดยวันนี้ รฟท.ได้มีการรถตรวจรางพิเศษ EM80 วิ่งทดสอบราง รวมทั้งนำรถอัดหินเข้าใต้มาใช้ปฏิบัติงานด้วย

นายยุทธนา กล่าวว่า การเดินทางมาตรวจเส้นทางรถไฟสายกาญจนบุรีในวันนี้ เป็นการออกจู่โจมตรวจ โดยไม่มีการแจ้งให้ผู้ปฏิบัติงานทราบล่วงหน้า โดยได้มอบหมายให้ผู้บริหาร รฟท.ระดับรองผู้ว่าการ ออกตรวจรางทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นให้พนักงานระดับปฏิบัติการมีความพร้อม และกระตือรือร้นในการออกตรวจราง เพื่อป้องกันปัญหารถไฟตกราง สำหรับเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางที่จัดทำระบบปรับปรุงรางจากหมอนไม้เป็นหมอนคอนกรีตแล้วจำนวน 63 กม. คาดว่าจะเปลี่ยนได้ทั้งหมดภายในระยะเวลาอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่ง รฟท. มีแผนที่จะเปลี่ยนมาใช้หมอนคอนกรีตทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ปัญหารถไฟตกลงรางมาจาก 3 สาเหตุ ได้แก่ ไม่มีการปฏิบัติตามคู่มือและออกตรวจตราสม่ำเสมอของบุคลากร จึงกระตุ้นให้พนักงานปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาหัวรถจักรที่มีสภาพเก่า บางคันมีอายุมากกว่า 40 ปี

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องนี้จะดีขึ้นหลังจาก รฟท.ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ปฏิรูประบบราง 1.7 แสนล้านบาท โดยภายใน 2 ปีข้างหน้าจะมีการสั่งซื้อหัวรถจักรใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ และยังมีปัญหาเรื่องรางเก่า ซึ่งอยู่ระหว่างการแก้ไข เมื่อปฏิบัติการตามแนวทางแก้ปัญหาทั้ง 3 ด้านแล้ว คาดว่าปัญหารถไฟตกรางจะดีขึ้น โดยภายใน 1 เดือนข้างหน้าจะลดลงเหลือน้อยที่สุดจนถึงไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแผนปฏิบัติการออกตรวจรางของผู้บริหารการรถไฟฯ ในสุดสัปดาห์นี้ ได้ออกตรวจทั้งรถไฟสายเหนือ อีสาน และใต้ ซึ่ง รฟท.จะมีการรายงานผลการตรวจให้ พล.ต.ท.ชัชจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รับทราบในสัปดาห์หน้า.



www.thairath.co.th

รู้จักความหมาย"พุทธชยันตี" เหตุใดประเทศไทยฉลอง2,600ปี แห่งการตรัสรู้ ช้ากว่าชาติอื่น...?

 

 

วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ตรงกับวันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน ปี พุทธศักราช 2555 นอกจากจะตรงกับวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว วันนี้ ยังเป็นเทศกาลสำคัญทางพระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อร่วมฉลองรรำลึกพุทธชยันตี โอกาสครอบรอบ 2,600 ปีแห่งการตรัสรู้ ขององค์ตถาคตอีก เมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช(พุทธปรินิพพาน) อีกด้วย

 

 


พุทธชยันตี หรือ สัมพุทธชยันตี (Sambuddha jayanthi) เป็นเทศกาลสำคัญทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เกี่ยวเนื่องกับวันวิสาขบูชา


คำว่า พุทธชยันตี มาจากศัพท์ พุทธ+ชยันตี (สันสกฤต: जयंती) ที่แปลว่า วันครบรอบ (Anniversary) ในภาษาสันสกฤต พุทธชยันตีจึงแปลว่า การครบรอบวันเกิดของพระพุทธเจ้า หรือวันครบรอบชัยชนะของพระพุทธเจ้าก็ได้



"พุทธชยันตี" ใช้เรียกการจัดกิจกรรมในปีที่ครบรอบวาระสำคัญของพระพุทธเจ้า เช่น ครบรอบ 2,500 ปี แห่งปรินิพพาน หรือ 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ ในแต่ละประเทศ อาจใช้ชื่อต่างกันไปบ้าง เช่น ศรีสัมพุทธชันตี สัมพุทธชยันตี แต่ทั้งหมดก็คือการจัดกิจกรรมพุทธชยันตี เพื่อมุ่งหมายการถวายเป็นพุทธบูชาในปีที่ครบรอบวาระสำคัญของพระพุทธเจ้านั่นเอง

 

 


สันนิษฐานว่า สัมพุทธชยันตี หรือ พุทธชยันตี เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2500 ในประเทศศรีลังกา แต่ทั้งนี้ นาย อู ถั่น อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ซึ่งเป็นชาวพม่า ได้ดำริให้ชาวพุทธทั่วโลกร่วมกันบูรณะลุมพินีวัน ที่ตั้งอยู่ในประเทศเนปาล ให้เป็นพุทธอุทยานประวัติศาสตร์ของโลก โดยเรียกว่า การฉลองพุทธชยันตี 25 พุทธศตวรรษ โดยนำคำ Buddha Jayanti (बुद्ध जयंती) ซึ่งเป็นคำเรียกวันครบรอบของชาวอินเดียและเนปาลมาใช้ เพื่อให้เกียรติประเทศซึ่งเป็นที่ตั้งของพุทธสังเวชนียสถาน และมีการรณรงค์ให้ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาต่าง ๆ จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในปีนั้น เช่น ประเทศ พม่า ประเทศศรีลังกา ประเทศอินเดีย

ขณะที่ประเทศไทย ในสมัยของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็ได้มีการฉลองเนื่องในโอกาสพุทธชยันตีนี้ด้วย โดยจัดเป็นงานฉลองทางพระพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย มีการจัดสร้างพุทธมณฑล การประกาศให้วันธรรมสวนะเป็นวันหยุดราชการ

 

 

 


ประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา ได้มีการจัดงานพุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ พร้อมกันในปี พ.ศ. 2555 เช่นเดียวกัน แต่เนื่องด้วยการนับพุทธศักราชที่แตกต่างกัน ทำให้ประเทศต่าง ๆ เช่น ประเทศอินเดีย ศรีลังกา และพม่า จัดงานฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ เร็วกว่าประเทศไทย 1 ปี

 

 

 

 

ศรีลังกา พม่า อินเดีย ได้ประกาศให้มีการเฉลิมฉลองในวาระนี้เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่วิสาขบูชา พ.ศ. 2553 ถึงพ.ศ. 2555 โดย ศรีลังกาใช้ชื่องานว่า The 2,600th Sambuddathwa Jayanthi โดยจัดงานเฉลิมฉลองใหญ่ทั่วประเทศในช่วงเทศกาลวิสาขบูชา ในปี พ.ศ. 2554 (พ.ศ. 2555 ตามการนับพุทธศักราชแบบศรีลังกา) มีการออกเหรียญที่ระลึกโดยรัฐบาล การจัดสร้างอนุสรณ์สถานพุทธชยันตี และการบูรณะพุทธเจดีย์สถานโบราณในเมืองอนุราธปุระ และกิจกรรมพุทธบูชาต่าง ๆ ถูกจัดขึ้นทั่วประเทศ ในช่วงเทศกาลวิสาขบูชา นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ส่งเสริมให้ประชาชนไปนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน โดยมีการจัดงานใหญ่ของรัฐบาลและคณะสงฆ์ศรีลังกาในพุทธสถานสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติในประเทศอินเดีย-เนปาล ตลอดทั้งปี

 

 

 


สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยใช้ธงสัญลักษณ์การฉลองพุทธชยันตี 2600 ปี แห่งการตรัสรู้ในประเทศไทย เป็นธงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า พื้นธง สีเหลืองมีรูปใบโพธิ์รอบธรรมจักร ในวงธรรมจักรเป็นสีธงฉัพพรรณรังสี มีจำนวน 12 ซี่ ซึ่งหมายถึง ญาณ 3 ในอริยสัจ 4 ความหมายของธงสัญลักษณ์นั้น ใบโพธิ์ หมายถึง การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า สีเขียวแห่งใบโพธิ์ หมายถึง ความเจริญงอกงามของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ธรรมจักรกลางผืนธงฉัพพรรณรังสี หมายถึง หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จนกลายไทยชูช่อฟ้า หมายถึง ผืนแผ่นดินไทยได้เชิดชูพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

 

งานฉลองสัมพุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ในประเทศไทยนั้น มีระยะเวลาจัดงานตั้งแต่ เทศกาลวิสาขบูชา วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป จนถึงสิ้นปี พ.ศ. 2555



www.matichon.co.th

เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา  ครบ 84 พรรษา  มูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย, สมาพันธ์สมาคมศิษย์เก่าคณะเซนต์คาเบรียล แห่งประเทศไทย, สมาพันธ์สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนในเครือมูล นิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย และโรงเรียนสังกัดในมูลนิธิฯ จำนวน 14 สถาบัน ร่วมใจกันจัดงานมหาคอนเสิร์ต “คณะเซนต์คาเบรียลฯ เทิดไท้องค์ราชัน 84 พรรษา” ในวันที่ 7 มิ.ย. 2555 เวลา 13.00-17.00 น. ที่อิมแพคอารีนา เมืองทองธานี

สนั่น อังอุบลกุล นายกสมาพันธ์สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนในเครือมูลนิธิคณะเซนต์ คาเบรียลแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงาน เผยว่า ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา ทางคณะเซนต์คาเบรียลฯ ก็ได้จัดกิจกรรมต่างๆขึ้นมาทั้งปี รวมทั้งคิดที่จะนำนักเรียนของเรามาร่วมแสดงความจงรักภักดีด้วย โดยสนับสนุนส่งเสริมนักเรียนที่มีความสามารถทางด้านดนตรี ได้พัฒนาศักยภาพด้วย ซึ่งการแสดงนอกจากจะให้แต่ละโรงเรียนมาร่วมแสดงดนตรี โรงเรียนละ 20 นาทีแล้ว ช่วงหลังสุดมีการแสดงซิมโฟนีออเคสตร้าที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ โดยได้มีการคัดนักเรียนในเครือมูลนิธิฯ จำนวน 900 คน มาร่วมกันแสดง และมีคุณบัณฑิต อึ้งรังษี วาทยกรระดับโลก ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของเราด้วย มาเป็นผู้อำนวยการเพลง ในบทเพลงพระราชนิพนธ์ ซึ่งคุณบัณฑิตเองก็รู้สึกยินดีมากที่จะได้มีส่วนร่วมในงานครั้งนี้  และยังเอ่ยปากว่าเด็กไทยของเรามีศักยภาพสูงมาก

สนั่น อังอุบลกุล ประธานจัดงานฯ พร้อมด้วยบัณฑิต อึ้งรังษี และคณะมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทยและตัวแทนโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิ ร่วมกันจัดมหาคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่.

ประธานคณะ กรรมการจัดงาน กล่าวต่อว่า การแสดงครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากศิษย์เก่า เราจึงไม่มีการจำหน่ายบัตร แต่เป็นการชวนศิษย์เก่า, ศิษย์ปัจจุบันมาร่วมฟังการบรรเลงเพลง และในโอกาสนี้  พระเจ้าวรวงศ์ เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้เสด็จเป็นองค์ประธานด้วย.

www.thairath.co.th

สสปน.ชูไทยช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจในอาเซียน

สสปน.รุกโรดโชว์เมืองผู้ดี หวังดึงงานแสดงสินค้าใน “4 อุตสาหกรรม” หลักเข้าประเทศ ชู “ไทย” ช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจในอาเซียน...

วันที่ 4 มิ.ย.  นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายงานแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. เปิดเผยว่า สสปน.ได้จัดโรดโชว์ไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อพบปะผู้จัดงานแสดงสินค้ายักษ์ใหญ่ หวังดึงงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติจากอังกฤษเข้ามาจัดในประเทศไทย ระดมโปรโมทประเทศในฐานะศูนย์กลางงานแสดงสินค้านานาชาติแห่งภูมิภาคอาเซียน พร้อมไฮไลท์ 4 อุตสาหกรรมหลักของประเทศที่พร้อมสร้างรายได้ ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอัญมณี และอุตสาหกรรมอาหารและบริการ  

รวมถึงการนำเสนออุตสาหกรรมที่มีศักยภาพอย่างโครงสร้างเครือข่ายทางคมนาคม ก่อสร้าง และนวัตกรรมโรงงานเพื่อส่งเสริมการผลิต โดยการโรดโชว์ครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อชูศักยภาพของประเทศไทย สอดคล้องการรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 ในฐานะฐานการผลิตและส่งออกที่สำคัญของทั้ง 4 อุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพสูงฯ ที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนผ่านงานแสดงสินค้านานาชาติที่จัดในไทย ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการขายพื้นที่แสดงสินค้าโตกว่า  70% ต่อปี หรือเป็นอัตราสูงสุดในอาเซียน โดย สสปน.ได้ให้การสนับสนุนงานแสดงสินค้านานาชาติ ที่ผู้เข้าชมงานส่วนใหญ่ 10 อันดับแรกมาจากประเทศในภูมิภาค และผู้แสดงงานจากทั่วโลก

“ผู้จัดงานชั้นนำจากยุโรปที่มาลงทุนในภูมิภาคเอเชียนั้น ส่วนใหญ่นอกเหนือจากประเทศเยอรมนี คือ ประเทศอังกฤษ การรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 จะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดผู้จัดงานจากต่างประเทศมากขึ้น โดยประเทศไทยมีข้อได้เปรียบในเรื่องสถานที่ตั้งที่อยู่ใจกลางกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน ตลาดอาเซียนเป็นตลาดที่ได้รับการจับตามองจากผู้จัดงานแสดงสินค้านานาชาติรายใหญ่ๆ เป็นอย่างมาก ด้วยปัจจัยหลายประการ อาทิ ตลาดใหม่ที่ศักยภาพ จำนวนประชากรในภูมิภาคอาเซียนรวมกว่า 600 ล้านคน ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการทางการตลาดเป็นจำนวนมาก รวมถึงเป็นแหล่งผลิตที่มีค่าแรงต่ำ และเป็นฐานส่งออกสู่ตลาดโลกในหลายอุตสาหกรรม ที่สำคัญแต่ละประเทศมีโครงการพัฒนาประเทศสูง สำหรับประเทศไทยยังมีความได้เปรียบในฐานะที่เป็นฐานการผลิตและส่งออก นโยบายด้านการค้าการลงทุนที่เปิด และการขยายตัวทางเศรษฐกิจอันรวดเร็ว”

สำหรับปีนี้ สสปน.ประสบความสำเร็จอย่างสูงที่สามารถเชิญและผลักดันกลุ่มเป้าหมายผู้จัดงานใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดงานเฉพาะด้าน (Niche market) ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการตลาด คาดหวังงานใหม่เข้าประเทศอังกฤษเติบโต 10%

“นโยบายด้านการตลาดของกลุ่มงานแสดงสินค้านานาชาติของ สสปน. ในปีนี้คือการผลักดันให้ประเทศไทยมุ่งสู่ความเป็นผู้นำด้านงานแสดงสินค้าในอาเซียนอย่างแท้จริง สสปน. พร้อมให้การสนับสนุน ผู้จัดงานแสดงสินค้าต่างประเทศที่สนใจเข้ามาจัดงานในประเทศไทย ผ่านการให้ความช่วยเหลือด้านการตลาด การวิจัยตลาด การสำรวจสถานที่จัดงาน อีกทั้งแคมเปญ การตลาดที่ช่วยเพิ่มยอดผู้ซื้อคุณภาพ เน้นกลุ่มอาเซียน และเอเชียตะวันออก”.

www.thairath.co.th

บทความที่ได้รับความนิยม