วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น ไปฟังการวิเคราะห์ของ "@goople" ต่อกรณีที่ Groupon...

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น ไปฟังการวิเคราะห์ของ "@goople" ต่อกรณีที่ Groupon บริษัทยักษ์ใหญ่ธุรกิจ Group buying จากโลกตะวันตก เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยภายใต้ชื่อเว็บไซต์ www.MyGroupon.co.th ซึ่งอาจทำให้คุณต้องมองใหม่ทำใหม่ในโลกธุรกิจออนไลน์วันนี้

***ถอดรหัส GROUPON thailand ดีลจริงหรือสร้างกระแส
บทความโดย @goople

ถ้าพูดถึง Social Commerce ยักษ์ใหญ่ของโลก แน่นอนว่า เราคงต้องคิดถึง groupon.com ที่สร้างปรากฏการณ์ในวงการอินเทอร์เน็ตด้วยการเปิดเว็บขายสินค้า แบบ Group buying ที่เรียกว่า รวมกันซื้อของถูก และเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา GROUPON บริษัทยักษ์ใหญ่ในเรื่องของการทำ Group buying จากโลกตะวันตก เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วในประเทศไทย ในนาม www.mygroupon.co.th

mygroupon.co.th แบ่งดีลหรือส่วนลดออกเป็น 3 ประเภท คือ ดีลกรุงเทพ ดีลช้อปปิ้ง และดีลท่องเที่ยว ซึ่งมีการจัดโปรโมชั่น ให้คนมาสมัครเป็นสมาชิก โดยใครที่ช่วยแนะนำ GROUPON ในตอนนี้ก็จะได้รับ Reward credits คนละ 150 บาท เป็นกลยุทธ์ Friend get Friend นั่นเอง

ต้องบอกว่านี่เป็นกลยุทธ์ที่ราบเรียบมาก หากคิดจะมาต่อกรบริษัทดีลที่เป็นเจ้าที่ใน market share ด้าน social commerce ในประเทศไทยอย่าง ensogo ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง GROUPON มีการใช้เว็บไซต์ชั่วคราว www.groupon.biz และหลายๆ ฝ่ายก็คาดหวังว่า จะมีไม้เด็ดหรือกลยุทธ์อะไรที่มาสร้างกระแสในเมืองไทย ให้ Social Commerce กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากระยะหลังๆ ผู้บริโภคเริ่มซื้อดีลกันน้อยลงจากกระแสช่วงแรกๆ

เหตุผลที่เราต้องให้ความสนใจกับ GROUPON มากเป็นพิเศษก็เพราะ GROUPON คือ บริษัทยักษ์ใหญ่และเป็นผู้นำทางด้าน Social Commerce อันดับ 1 ของโลก โดย GROUPON นั้น ผสมมาจาก Group กับ Coupon ก่อตั้งขึ้นในปี 2551 โดย Andrew Mason ซึ่งเป็นเว็บที่ทำ Social Commerce และ Geographic Market มีหน้าที่หลักคือ รวบรวมคนที่กำลังจะซื้อสินค้าชิ้นเดียวกัน เพื่อที่จะหาส่วนลดของ Local Business ในเมืองต่างๆ หรือ Collective Buying Power เพื่อให้เกิด "Deal-for-the-Day"

สรุปสั้นๆ คือ GROUPON คือเว็บไซต์ Group Buying หรือที่เรียกว่า รวมกันซื้อในราคาถูก (อารมณ์เวลาเราไปสำเพ็ง ที่ต้องหาเพื่อนๆ ไปด้วยกันหลายๆ คนเพื่อให้ซื้อไปคนละชิ้น จะได้ราคาถูกกว่า หรือการซื้อสินค้ายกโหลนั่นเอง)

ปัจจุบัน GROUPON มีพนักงานมากกว่า 3,000 คน และมีสาขาอยู่ที่ประเทศ USA, แคนาดา, บราซิล, เยอรมัน, ฝรั่งเศส, อังกฤษ, อิตาลี, โปรตุเกส, สเปน, ญี่ปุ่น, โปแลนด์, ตุรกี, เม็กซิโก, ชิลีและ โรมาเนีย รวมถึงประเทศไทยที่เพิ่งเปิดตัวไปแล้วด้วย พร้อมกับการมีสมาชิกมากกว่า 35 ล้านคน

GROUPON ถือว่าเป็นบริษัทที่โตเร็วที่สุดในโลกเพราะใช้เวลาไม่นาน เพราะสามารถมีรายได้มากถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งแน่นอนว่าเร็วกว่า google และ amazon มาก เพราะแค่เปิดตัวไม่ถึงปี GROUPON ก็ถูกบริษัท Google มาทำการขอซื้อ ด้วยมูลค่าสูงถึง 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ Andrew Mason ไม่ขาย ทำให้ทุกคนจับตามองถึงแผนธุรกิจที่ดำเนินการต่อไปของ GROUPON เป็นอย่างมาก

และแล้ว GROUPON ก็ดำเนินการเพิ่มเงินทุนด้วยการผลักดันเว็บไซต์เข้าตลาดหุ้นในเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา ด้วยการทำสถิติเปิดขายหุ้นไอพีโอ (IPO) ครั้งแรกได้มากถึง 700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 21,000 ล้านบาท) ส่งผลให้ GROUPON กลายเป็นบริษัทไอทีที่สามารถเพิ่มทุนจากการขายไอพีโอได้มากที่สุดในสหรัฐฯ รองจากกูเกิล ซึ่งเคยระดมทุนจากการขายไอพีโอได้ถึง 1.7 พันล้านเหรียญในปี 2004

มูลค่าการระดมทุนของ GROUPON นั้นหักปากกาเซียนที่คาดไว้ต่ำกว่า โดยแต่เดิมมูลค่าหุ้นของ GROUPON นั้นถูกกำหนดไว้ที่ช่วงราคา 16-18 เหรียญต่อหุ้น แต่ในที่สุดก็ขายทื่ 20 เหรียญต่อหุ้น โดยปรับเพิ่มจำนวนหุ้นจากที่เคยกำหนดไว้ 30 ล้านหุ้น มาเป็นแบ่งขาย 35 ล้านหุ้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 5% ของบริษัท

เบ็ดเสร็จ GROUPON มีมูลค่าตลาดที่ราว 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นตัวเลขตอกย้ำอิทธิพลของเว็บไซต์ขายส่วนลดในปัจจุบัน โดยมูลค่าตลาดของ GROUPON ในช่วงแรกนั้นเป็นรองธุรกิจในกลุ่มออนไลน์เพียงกูเกิล ซึ่งมีมูลค่าตลาดในช่วงแรก (ปี 2004) ที่ 2.3 หมื่นล้านเหรียญ

และจากการวิเคราะห์การเปิดตัว GROUPON ในประเทศไทย และบริษัท GROUPON ในต่างประเทศ รวมถึงการที่มา ที่ไปที่ได้กล่าวไปทั้งหมดนี้แล้ว เราจะพบว่า บางทีสิ่งที่ GROUPON คิดจริงๆ แล้ว ที่มีการจัดตั้งบริษัทในประเทศไทยขึ้น อาจเป็น เพียงแค่ต้องการสร้างกระแสการปั่นราคาหุ้น แล้วส่งข่าวนี้กลับไปที่อเมริกา เพื่อผลักดันราคาขายของหุ้น GROUPON ให้เพิ่มมากขึ้นเท่านั้นก็ได้ ซึ่งทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็ต้องรอติดตามดูกันต่อไปว่า GROUPON จะงัดไม้เด็ดอะไรออกมา หรือวัตถุประสงค์ในการเปิดตลาดในประเทศไทยเป็นเพียงแค่การปั่นราคาหุ้นในตลาดหุ้นจริงๆ

แล้วถ้าการเปิดตัวของ GROUPON เป็นเพียงกระแสการปั่นหุ้นเท่านั้น เราจะได้อะไรจากสิ่งเหล่านี้

ประการแรกเลยก็คือ เว็บ Social Commerce เล็กๆ จะมีโอกาสเติบโตมากขึ้น เพราะรูปแบบ concept และหลายๆ อย่างทำได้เหมือนกันอยู่แล้ว อีกทั้งวัฒนธรรมของคนไทยในการซื้อสินค้า คงไม่มีใครเข้าใจได้ดีเท่า คนไทยเราด้วยกันเองแน่ ทำให้เว็บ social commerce แบบไทยๆ สามารถเจาะกลุ่มตลาดได้มากกว่า อย่างที่เห็นตอนนี้ก็มี http://coupon.soi19.com/ หรือ http://www.yesijoin.com ที่มีการประยุกต์ใช้ คูปองฟรี ร่วมกับการขายคูปองแบบปกติ ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกได้มากขึ้น เพราะโดยธรรมชาติคนชอบของฟรีกันอยู่แล้ว ยิ่งเป็นคนบนโลกออนไลน์แล้วด้วยล่ะก็ ของฟรีมักอยู่คู่กับอินเทอร์เน็ตเลยด้วยซ้ำ

คนไทยมักคิดว่า ของที่อยู่บนเน็ตมักจะฟรีเสมอ ทำให้การค้าขายบนโลกออนไลน์นั้น ทำได้ยากเหลือเกิน ดังนั้นกลยุทธ์แบบนี้ น่าจะทำได้ดีกับการผู้ใช้ในสังคมออนไลน์ในปัจจุบัน แต่นี่ก็เป็นเพียงกลยุทธ์แบบหนึ่งเท่านั้น ซึ่งน่าจะมีกลยุทธ์การขายเกิดขึ้นมาอีกมากมาย และตอนนี้ก็ยังป็นโอกาสทองที่ทางยักษ์ใหญ่อย่าง GROUPON และ ensogo ยังไม่มีเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก รีบฉกฉวยกันให้ไวนะคะ

โอกาสเป็นของเราเสมอ ถ้าเรามองเห็นมัน

AC_FL_RunContent( 'codebase','http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=7,0,19,0','width','600','height','100','src','/home/images/bn_myfirst6','quality','high','pluginspage','http://www.macromedia.com/go/getflashplayer','wmode','transparent','movie','/home/images/bn_myfirst6' ); //end AC code



paidoo.net

Email จากออสเตรเลีย วันอาทิตย์ที่ 20 พ.ค. 2555

@@@@ คำชี้แจงจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา เรื่อง นายกรัฐมนตรี น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เยือนออสเตรเลีย ถึงสื่อมวลชนทุกท่าน ... ตามที่นายกรัฐมนตรีมีกำหนดจะเยือนออสเตรเลียระหว่าง 26 - 29 พ.ค. 55 (ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการ โดยปกติฝ่ายออสเตรเลียจะประกาศล่วงหน้าเพียง 1 สัปดาห์) นั้น ฝ่ายออสเตรเลียจะติดต่อท่านเพื่อขอทราบความประสงค์ ว่าสนใจจะทำข่าวนายกรัฐมนตรีหรือไม่ โดยผู้ที่มีบัตรสื่อแล้วเท่านั้นสามารถลงทะเบียนเพื่อขอทำข่าวได้ … ทั้งนี้ ฝ่ายออสเตรเลียจะจัดจุดสำหรับการถ่ายภาพให้ทั้งสื่อไทยและสื่อออสเตรเลียร่วมกัน โดยจะต้องอยู่ในจุดที่กำหนดให้เท่านั้น … เมื่อลงทะเบียนและได้รับอนุญาตเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายออสเตรเลียจะเป็นผู้แจ้งรายละเอียดข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ขอความกรุณาประสานกับเจ้าหน้าที่ออสเตรเลียโดยตรงหลังจากได้รับการติดต่อ เนื่องจากสถานเอกอัครราชทูต ฯ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ในการลงทะเบียน การให้อนุญาต หรือการกำหนดจุด ต้องขออภัยที่สถานเอกอัครราชทูต ฯ ไม่สามารถให้กำหนดการนายกรัฐมนตรีได้ โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายออสเตรเลียจะเป็นผู้แจ้งรายละเอียดให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบเมื่อใกล้วันตามกำหนดการแล้ว ทั้งนี้ หากมีข้อมูลอื่นใดที่สถานเอกอัครราชทูต ฯ ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ได้ สถานเอกอัครราชทูต ฯ จะแจ้งให้ท่านทราบ ... พอดีช่วงนั้น“ดิ๊ด จรีดู”ไปอยู่ในเมืองไทย จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

@@@@ ช่วง 19 -28 พ.ค.55 นายอภิรัตน์ อจลบุญ กงสุลใหญ่(กิตติมศักดิ์)ของไทยประจำนครโฮบาร์ต รัฐทัสเมเนีย นำคณะซึ่งประกอบด้วยประธานกรรมการ และกรรมการ “Royal Hobart Fine Food Awards” (www.hobartshowground.com.au/foodawards) การประกวดอาหาร พร้อมด้วย“ดิ๊ด จรีดู”และสื่อมวลชนออสเตรเลีย รวม 6 คน ไปดูงานนิทรรศการอาหารที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก “ThaiFex” ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี และเยี่ยมชมโรงงานของบริษัทต่าง ๆ ที่ส่งผลิตภัณฑ์มาร่วมการประกวดและได้รับรางวัลเหรียญทองที่นครโฮบาร์ตเมื่อปีที่แล้ว เช่น โรงงานเมกาเชฟ ที่จังหวัดจันทบุรี โรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูป S&P โรงสีข้าวจิระวดี (ข้าวหอมมะลิ) และโรงงานผลิตกะทิ เทพผดุงพร เป็นต้น รวมทั้งเยี่ยมชมกิจการและผลิตภัณฑ์ของโครงการหลวง จังหวัดเชียงใหม่ ... ส่วนหนึ่งของโปรแกรมการเดินทางครั้งนี้ คือการเรียนวิธีปรุงอาหารไทย 5 อย่าง ที่โรงเรียนสอนการทำอาหารไทย “Amita Thai Cooking Class” ฝั่งธนบุรี และเข้าเยี่ยมคารวะ นางวิไลวรรณ ทวิชศรี รองผู้ว่าการ ททท. ที่สำนักงานใหญ่ ททท. ในกรุงเทพมหานคร ด้วย

@@@@ โรเบิร์ท (ร๊อบ) เฟรเซอร์ เจ้าของและผู้จัดการใหญ่บริษัทแทงโกล่า ผู้นำเข้าอาหารไทยรายใหญ่สุดในรัฐวิกตอเรีย จะไม่ไปร่วมงาน ThaiFex ที่เมืองทองธานี ปีนี้ เนื่องจากมีความจำเป็นต้องเฝ้าสำนักงานใหญ่ แต่ได้มอบหมายให้ วรรณา (จอย) พรพรรณประภา ผจก.ฝ่ายขายไปเป็นตัวแทน และเพื่อช่วยประสานให้คณะของกงสุลใหญ่(กิตติมศักดิ์)จากรัฐทัสเมเนีย ได้ไปชมโรงงานต่าง ๆ ที่แทงโกล่านำเข้าผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายในประเทศออสเตรเลีย

@@@@ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำ“Amazing Thailand Road Show” มาเปิดที่เมืองอ๊อคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 10 พ.ค.55 โดยมี นายพนม กะรีบุตร ผอ.ภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ เป็นหัวหน้าทีม นำผู้ประกอบการด้านการโรงแรมและบริษัทนำเที่ยวจากประเทศไทย รวม 45 ราย มาพบปะ/เจรจาธุรกิจท่องเที่ยว รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย นายนภดล เทพพิทักษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเวลลิงตัน ให้เกียรติร่วมงานและกล่าวต้อนรับในวันนั้น มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 180 คน นับว่าประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง เสร็จจากนิวซีแลนด์แล้ว คณะ Road Show ของ ททท. ก็ย้ายสถานที่ ข้ามทะเลทัสมาน มาเปิดในออสเตรเลีย คือที่โรงแรมฮิลตันในนครบริสเบนเมื่อวันที่ 15 พ.ค.55 และที่ซิดนีย์ วันที่ 16 พ.ค.55 จัดที่ Dockside, Cockle Bay Wharf, Darling Harbour ... Road Show ทั้งสามแห่งนั้น มีการบินไทยและบางกอกแอร์ ฯ เข้าร่วม และแจกรางวัลตั๋วเครื่องบินให้แก่ผู้โชคดีในงานด้วย

@@@@ อาจจะเนื่องจากปีนี้ Road Show ของ ททท.ไม่ได้มาเปิดเมลเบิร์น คัมภีร์ รัตนโชติพานิช ตัวแทนบางกอกแอร์ ฯ ในเมลเบิร์น จึงไปร่วมงาน Tourism Road Show 2012 ของประเทศมาเลเซียที่มาจัดในเมลเบิร์น เพื่อเผยแพร่/ประชาสัมพันธ์เส้นทางบินสายใหม่ของบางกอกแอร์ ฯ คือ กัวลาลัมเปอร์ – สมุย มีตัวแทนจากบริษัทนำเที่ยวรวมประมาณ 140 คนไปเจรจาธุรกิจกับคณะที่รัฐบาลมาเลเซียนำมา

@@@@ เมื่อวันที่ 13 พ.ค.55 นายพีรวิช สุวรรณประเทศ กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ เปิดบ้านพักวิวสวย ริมอ่าวตำบลมอสแมน ให้การต้อนรับและเลี้ยงอาหารมื้อค่ำสำหรับ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา พร้อมด้วยทีมประเทศไทยจากกรุงแคนเบอร์รา และทีมประเทศไทยแห่งซิดนีย์ รวมทั้งสมาชิกสมาคมกอล์ฟไทยในออสเตรเลีย หลังเสร็จจากการแข่งขันกอล์ฟกระชับมิตรประจำปี ระหว่างซิดนีย์-แคนเบอร์รา ... ก่อนหน้านั้น คือวันที่ 10 พ.ค. 55 กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ พร้อมด้วยทีมประเทศไทยและครอบครัว ให้การต้อนรับและถวายภัตตาหารเพล ณ บ้านพักที่เดียวกัน ในโอกาส พระมหาวุฒิชัย วชิระเมธี เดินทางมาบรรยายธรรมะสัญจร ที่ซิดนีย์เมื่อวันเสาร์ที่ 12 พ.ค.55 ในหัวข้อ“สมดุลงาน สมดุลชีวิต” โดยผู้ที่นิมนต์ท่านมาคราวนี้คือ นายวรวิทย์ ตาคำ เจ้าของและกรรมการผู้จัดการ ศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อประเทศออสเตรเลีย “เอเดน” ที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็นผู้นับถือศาสนาคริสต์อย่างแรงกล้า

@@@@ ร้านอาหารไทยในเมลเบิร์นอาจจะมีมากถึง 600 ร้านแล้วก็ได้ เพราะมีเปิดใหม่แทบทุกอาทิตย์ (ข้อมูลจากบริษัทแทงโกล่า) ล่าสุดที่ใกล้ถึงกำหนดเปิดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า สุทธินี วิภูสมิทธ์ และสามีที่เป็นสถาปนิก ตวงอิทธิ์ กล้าลงทุนสูงขนาด 5 แสนกว่าดอลลาร์ โดยเริ่มต้นจากการออกแบบเอง คุมก่อสร้างและตกแต่งภายในเอง แล้วจะดำเนินกิจการเองเป็นครั้งแรกหลังจากออกแบบ ก่อสร้าง แล้วขาย เป็นแบบร้านกาแฟมาแล้วหลายร้านหลายครั้ง ... เดาว่าบรรยากาศภายในร้านอาหารไทยรายใหม่นี้จะต้องเป็นแบบไทยประยุกต์ เพราะเห็นเจ้าของไปกว้านซื้อของตกแต่งและของใช้ภายในร้านจากเมืองไทยแล้วส่งมาเป็นตู้คอนเทนเน่อร์ตั้งแต่ต้นปี.

“ดิ๊ด จรีดู”
nchan1@optusnet.com.au



www.dailynews.co.th

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ซอฟต์แวร์พาร์ค ผนึก3ทัพไอทีขยายตลาดธุรกิจซอฟต์แวร์แดนปลาดิบ

นอกจากนี้ สวทช.ยังมีบทบาทสำคัญกำหนดเป้าหมาย และมุ่งมั่นพัฒนางานวิจัยให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงพัฒนางานวิจัยที่สามารถรับมือกับสภาพปัญหาได้ทันเหตุการณ์ ทั้งในแง่การคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ไปล่วงหน้า และการสนับสนุนภาคเอกชนในด้านการบริการวิจัยให้เอกชน การรับจ้างทดสอบ หรือแม้กระทั่งการร่วมลงทุนตั้งบริษัทกับเอกชน เพื่อนำนวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว และโดยอาศัยองค์ความรู้และงานวิจัยต่างๆ ที่ สวทช.ได้ริเริ่มดำเนินการไว้ และการทำงานที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานหลักๆ ในภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC 2015) ซึ่งจะมีการเชื่อมตลาดการค้าการลงทุนให้เป็นตลาดเดียว การเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะข้ามชาติ การเคลื่อนย้ายการลงทุนจากต่างประเทศ
ดังนั้น การลงนามความร่วมมือกับทาง MIJS (Made in Japan Software Consortium) จากประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับสมาคม ATCI (The Association of Thai ICT Industry) และ TSEP (Thai Software Export Promotion Association) ในประเทศไทยในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขยายตลาดการให้บริการซอฟต์แวร์ในทั้งสองประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป
นายธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย กล่าวว่า นับตั้งแต่วิกฤตการณ์ความถดถอยทางเศรษฐกิจ และเหตุการณ์สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น จากสถิติของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้แสดงว่า มีการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงเดือนมกราคม ถึง มีนาคม 2555 ประมาณ 12% และส่วนใหญ่เป็นโครงการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นมากเป็นอันดับ 1 อีกทั้งซอฟต์แวร์พาร์คได้รับการติดต่อจากหน่วยงานทั้งภาครัฐบาลและเอกชนจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อขยายความร่วมมือในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของทั้งสองประเทศ ผ่านกิจกรรมการเจรจาทางการค้า การจับคู่ธุรกิจ และการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการและนักลงทุน จากประเทศญี่ปุ่น ที่มีความสนใจ และต้องการหาคู่ค้าและพันธมิตรในธุรกิจซอฟต์แวร์ของประเทศไทย
สำหรับในปีนี้ มีกิจกรรมความร่วมมือระหว่างซอฟต์แวร์พาร์คและหน่วยงานต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น เช่น โครงการแลกเปลี่ยนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยการคัดเลือกนักพัฒนาของไทยเพื่อเดินทางไปฝึกงาน เรียนรู้ระบบการทำธุรกิจซอฟต์แวร์ในญี่ปุ่น รวมถึงสร้างเครือข่ายกับบริษัทซอฟต์แวร์ที่ญี่ปุ่น เป็นเวลา 1 เดือน อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ Inbound-outbound สร้างเครือข่ายพันธมิตรกับหน่วยงานต่างๆ เช่น Kanagawa Information Service Industry Association (KIA) และ Made in Japan Software Consortium (MIJS) เป็นต้น
ส่วนการลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ กับทาง Made in Japan Software Consortium (MIJS) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาคเอกชนซอฟต์แวร์ญี่ปุ่น ที่รวมตัวกันเพื่อผนึกกำลังสร้างความร่วมมือในต่างประเทศ ประกอบด้วยสมาชิก 55 บริษัท แบ่ง software เป็น 3 ประเภทหลักคือ ด้าน Infrastructure, Marketing และ Human Resource Management จะทำให้เกิดการบูรณาการทางด้านการตลาด สร้างความร่วมมือในระดับองค์กร แลกเปลี่ยน know-how การถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างเครือข่าย รวมถึงขยายช่องทางการตลาดซอฟต์แวร์ไทยไปตลาดญี่ปุ่นในอนาคต นอกจากนี้ในการบันทึกข้อตกลงร่วมมือกันในครั้งนี้ ได้มีหน่วยงานภาคเอกชนคือ สมาคมซอฟต์แวร์ไทย 2 สมาคมเข้าร่วมลงนามดังกล่าว ประกอบด้วย สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (The Association of Thai ICT Industry: ATCI) และ สมาคมส่งเสริมการส่งออกซอฟต์แวร์ไทย (Thai Software Export Promotion Association) ซึ่งจะทำให้บริษัทสมาชิกของทั้งสองสมาคม ได้รับประโยชน์จากการความร่วมมือในระดับองค์กรดังกล่าว
นายมิโนะ คาซูโอะ Chief Director Made in Japan Software Consortium (MIJS) กล่าวว่า ประเทศไทยกับญี่ปุ่นถือมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น โดยหวังว่าจะร่วมมือกันสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในเอเชีย และพัฒนาประเทศของตนเองให้มีศักยภาพทัดเทียมกับนานาประเทศต่อไป
สำหรับความเป็นมาของ MIJS นั้นเป็นการรวมตัวกันของบริษัทซอฟต์แวร์หลายบริษัทที่มีแนวความคิดเหมือนกัน คือ อยากให้คนในหลายๆ ประเทศ ใช้ซอฟต์แวร์ญี่ปุ่นให้แพร่หลายมากขึ้น ปัจจุบันมีสมาชิกประจำ 19 บริษัท สมาชิกสมทบ 45 บริษัท พันธมิตรที่ทำสื่อมีเดีย 20 สื่อ และพันธมิตรอื่นๆ อีก 9 แห่ง โดยสมาชิกประจำส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่การผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมาเอง ซึ่งครอบคลุมทั้ง โปรแกรมฟร้อนท์เอนด์ โปรแกรมใช้งานทางธุรกิจ และระบบสนับสนุนการดำเนินงาน ส่วนสมาชิกสมทบก็เป็นบริษัทขนาดไอทีชั้นนำของญี่ปุ่น เช่น NEC Hitachi และ Fujitsu เป็นต้น
ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา MIJS ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมในต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยได้เปิดสำนักงานที่ประเทศจีนในเมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งได้มีการจัดกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และในปี 2553 ได้ลงนามความร่วมมือกับ สมาคมซอฟต์แวร์เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน และสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไต้หวัน ในปี 2555 ก็ได้ลงนามความร่วมมือร่วมกับองค์การซอฟต์แวร์ของฮ่องกง
ทั้งนี้ ตลาดที่กลุ่ม MIJS สนใจมากที่สุดคือ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย โดยเน้นการทำธุรกิจแบบเน้นผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย เพื่อการทำธุรกิจที่ยั่งยืนกับพันธมิตรในประเทศไทย และคาดหวังในการประสบความสำเร็จในความร่วมมือครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากทั้งสองประเทศมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน จากจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออย่างเป็นทางการในวันนี้จะทำให้เกิดการแลกเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของทั้งสองประเทศต่อไป


www.thairath.co.th

เผยโฉม เดอะ เฟสช็อป ท็อปเกิร์ลคนแรกของไทย

โดย...พุสดี

The Face Shop (เดอะ เฟสช็อป) ประเทศไทย แบรนด์ดังจากเกาหลี จัดการประกวดรอบชิงชนะเลิศ “The Face Shop TOP GIRL 2012” เพื่อค้นสาวท็อปเกิร์ลคนแรกของไทยในแบบฉบับเดอะ เฟสช็อป ทำหน้าที่แบรนด์แอมบาสซาเดอร์เดอะ เฟสช็อป ประเทศไทย พร้อมรางวัลรวมมูลค่ากว่าแสนบาทและรางวัลใหญ่สุดพิเศษ บินตรงสู่ประเทศเกาหลีเพื่อร่วมกิจกรรมกับนักร้องหนุ่มสุดฮอต คิม ฮยอนจุง แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ เดอะ เฟสช็อป พร้อมด้วยสาวท็อปเกิร์ลนานาชาติอีก 9 ประเทศ ในปลายเดือน มิ.ย.นี้

ผลปรากฏว่าสาววัยทีนที่สามารถตอบคำคณะกรรมการ แสดงไหวพริบปฏิภาณบนเทวีได้ชนะใจกรรมการคว้าตำแหน่ง The Face Shop TOP GIRL 2012 คนแรกของประเทศไทยไปครอง ได้แก่ สายไหม-สุปภาดา ภูรีพงศ์ อายุ 20 บัณฑิตหมาดๆ ที่เพิ่งเรียนจบจากคณะบริหารธุรกิจ การเงินการธนาคาร มหาวิทยาลัยเอเชีย ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ซาร่า-ขวัญกมล ปาทาน

ด้านณัฐยุทธิ์ อภิรติเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีเอฟเอส (ไทยแลนด์) ผู้บริหารร้านจำหน่ายเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามแบรนด์ดังจากประเทศเกาหลี The Face Shop (เดอะ เฟสช็อป) กล่าวว่า เดอะ เฟสช็อป เป็นแบรนด์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามแบรนด์แรกที่ให้ความสำคัญกับผู้บริโภค ด้วยการรังสรรค์ธรรมชาติ อาทิ ดอกไม้ เมล็ดและพืชพันธุ์ต่างๆ น้ำแร่ โดยเฉพาะการนำสมุนไพรตะวันออกมากกว่า 600 ชนิด มาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงาม ผ่านการทดสอบจากห้องปฏิบัติการ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าสวยอย่างปลอดภัย จนได้รับการยอมรับจากคนเกาหลีว่า เดอะ เฟสช็อป คือ “เครื่องสำอางคุณภาพสูงที่ผลิตจากส่วนผสมธรรมชาติ” อย่างแท้จริง และยังเป็นแบรนด์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงาม ที่มีผลิตภัณฑ์เหมาะสมที่ครอบคลุมกับกลุ่มผู้บริโภคมากที่สุด

“เป็นปีแรก ที่เดอะ เฟสช็อป ประเทศไทย ได้เข้าร่วมแคมเปญ The Face Shop TOP GIRL ซึ่งเป็นกิจกรรมระดับอินเตอร์เนชั่นแนล ที่ตัวแทนจำหน่ายจากประเทศต่างๆ ร่วมค้นหา และคัดสรรสาวสวยรุ่นใหม่ ผู้มีผิวสวย หน้าใส มีความมั่นใจ กล้าแสดงออก เพื่อรับตำแหน่ง The Face Shop TOP GIRL และเดินทางไปร่วมกิจกรรมกับสาวท็อปเกิร์ลนานาชาติ ที่ประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเดอะ เฟสช็อป”

การประกวด The Face Shop TOP GIRL 2012 ได้เปิดโอกาสให้สาววัยใสที่มีอายุระหว่าง 1626 ปี สมัครเข้าร่วมโครงการ แม้จะเป็นปีแรกของการค้นหาสาวท็อปเกิร์ลของประเทศไทย แต่ก็มีน้องๆ สาววัยใส ที่ไม่เพียงแต่มีความสวยน่ารักสมวัย ยังเปี่ยมด้วยความสามารถรอบด้านมาร่วมสมัครเป็นจำนวนมาก ซึ่งคณะกรรมการได้คัดเลือกจนเหลือผู้เข้ารอบสุดท้ายจำนวน 11 คน โดยผ่านการเวิร์กช็อปเรื่องการแต่งหน้า บุคลิกภาพ กับกูรูบิวตี้ชื่อดังจากรายการ “โมเมพาเพลิน” แห่งโลกไซเบอร์ โมเม–นภัสสร บูรณศิริ เป็นพิธีกร



www.posttoday.com

ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ เพื่อนสนิทของมนุษย์...

ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ เพื่อนสนิทของมนุษย์ มีความเกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันของเราทุกคนตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนเข้านอนในตอนกลางคืน

เป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่พวกเราทุกคนเห็นและได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ...ภาวะโลกร้อน อุทกภัย วาตภัย ฯลฯ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าสาเหตุสำคัญมาจากมนุษย์เรา

เอ็กโก กรุ๊ป หรือ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) และอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เชื่อว่า ‘จิตสำนึก’ คือ หนทางที่จะรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ยืนยาวที่สุด และช่วยเราทุกคนบรรเทาปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จึงได้มุ่งปลูกจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในใจ ‘เยาวชน...ต้นทางสังคมแห่งอนาคต’ ผ่านโครงการค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า มาตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งมีเยาวชนอายุระหว่าง 14-18 ปี ผ่านการฝึกอบรมรวมแล้วกว่า 2,500 คน

ในปีนี้ เอ็กโก กรุ๊ป และอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ได้ร่วมกับมูลนิธิไทยรักษ์ป่า จัดโครงการค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 38 ขึ้น ภายใต้แนวคิด "ไขความลับธรรมชาติ แก้สมการ 4 ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ สู่ต้นกำเนิดไฟฟ้า" เพื่อดึงธรรมชาติของเยาวชนที่สนุกเล่น เรียนรู้ และค้นหาความจริง ไปร่วมไขความลับ ความหมาย และคุณของธรรมชาติ ตั้งแต่ "ดิน" ในฐานะแหล่งกำเนิดต้นไม้ พืชพันธุ์ และต้นกำเนิดแหล่งอาหารสำคัญของมนุษย์ "น้ำ" ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการหล่อเลี้ยงธรรมชาติ สร้างความชุ่มชื้นต่อสายใยชีวิตของพืช สัตว์ และคน "ลม" หรืออากาศ ในฐานะกลไกเชื่อมต่อระบบนิเวศ และ "ไฟ" อุณหภูมิและความร้อนที่ช่วยรักษาสมดุลให้ป่าไม้ ธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิต

5 วัน 4 คืน ท่ามกลางห้องเรียนธรรมชาติขนาดใหญ่ของ ‘ป่าต้นน้ำ’ ดอยอินทนนท์ เยาวชนได้มีโอกาสเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกัน ผ่านการสร้างค่ายพักแรม การหุงหาอาหารที่ทุกกลุ่มจะต้องบริหารอาหารสดและแห้งที่ได้รับการแจกจ่ายให้พอเพียงสำหรับใช้ตลอดการฝึกอบรม เรียนรู้การดำรงชีพในป่า การดูดาวตามหลักวิชาดาราศาตร์เพื่อการนำทางด้วยดวงอาทิตย์และดวงดาว การดูนกเบื้องต้น พร้อมๆ กับการสำรวจสิ่งมีชีวิตและศึกษาธรรมชาติอย่างใกล้ชิด โดยมีป่าและขุนเขาเป็นเสมือนห้องเรียน และมีสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นบทเรียน

ดร.สกุล พจนารถ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์และบริหารองค์กร เอ็กโก กรุ๊ป กล่าวว่า "เอ็กโก กรุ๊ป มีทัศนคติว่า ต้นทางดี จะก่อกำเนิดผลลัพธ์ปลายทางที่ดี เราจึงให้ความสำคัญในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่ต้นทาง อย่าง ‘การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ’ ก็ถือว่าเป็นดูแลรักษาต้นทางชีวิตและต้นกำเนิดพลังงานของมนุษย์ เพราะเราจำเป็นต้องใช้น้ำในการอุปโภค บริโภคทุกวัน หรือ ‘การปลูกจิตสำนึกเยาวชน’ ก็ถือว่าเป็นต้นทางของสังคม ซึ่งพวกเขาจะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อไป"

"เมื่อเราค่อย ๆ ปลูกจิตสำนึกอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้กับเยาวชน ผ่านกระบวนเรียนรู้ทางด้านความคิด และประสบการณ์ตรงในห้องเรียนขนาดใหญ่บนพื้นที่ป่าธรรมชาติ เชื่อว่าเยาวชนจะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปบอกต่อ ถ่ายทอดเรื่องราวได้เป็นอย่างดี และสร้างเครือข่ายเยาวชนจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป"

manager.co.th

บจ.มีกำไรรวม 2.1 แสนล้าน ในไตรมาส1

กรุงเทพฯ 20 พ.ค. - นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวน 443 บริษัท หรือร้อยละ 93.26 ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 475 บริษัท ได้นำส่งผลการดำเนินงานงวดสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2555 แล้ว โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มบริการ และกลุ่มทรัพยากร เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.25 ในไตรมาส 1 ปี 2555 มียอดขายเติบโตเพิ่มสูงขึ้นในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมเท่ากับ 2,501,279 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 18.64 และมีกำไรสุทธิรวม 212,318 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดไตรมาส 4 ปี 2554 ถึงร้อยละ 197.33 อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรลดลงร้อยละ 5.09 โดยมีบริษัทที่มีกำไรสุทธิ 301 บริษัท คิดเป็นร้อยละ 67.34 ของบริษัทที่ส่งงบทั้งหมด

“ยอดขายของ บจ. งวดไตรมาส 1 ปี 2555 ได้เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน และงวดไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังประสบอุทกภัย ซึ่งยอดขายที่เพิ่มกระจายไปทุกหมวดธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการลงทุนในประเทศมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น เช่น หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธนาคารพาณิชย์ วัสดุก่อสร้าง และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นอกจากนี้ หมวดธุรกิจยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมเห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากยอดขายของไตรมาส 1 ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 4 ที่ผ่านมา” นายจรัมพร กล่าว

ส่วนเรื่องที่ต้องคอยติดตามคือ ความสามารถในการทำกำไรของ บจ. เพราะตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีที่ผ่านมา บจ. ส่วนใหญ่มีต้นทุนขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 1 ของปีนี้เริ่มเห็นความสามารถในการปรับตัวของ บจ. ทั้งด้านยอดขายและต้นทุนที่ดีขึ้น โดยสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ใกล้เคียงกับไตรมาส 4 ปี 2554 ที่ผ่านมา

บริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรสุทธิสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ.ปตท. (PTT) บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บมจ. ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC)

ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรม 3 อันดับแรกจาก 8 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกำไรสูงสุดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2555 ได้แก่ กลุ่มทรัพยากร กลุ่มธุรกิจการเงิน และกลุ่มบริการ

สำหรับหมวดธุรกิจที่มีกำไรรวมสูงสุด 3 อันดับแรก จาก 27 หมวดธุรกิจ ได้แก่ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดธนาคาร หมวดอาหารและเครื่องดื่ม โดยทั้ง 3 หมวดมีกำไรสุทธิรวม 138,968 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 65.45 ของกำไรสุทธิรวมทั้งหมด โดยยอดขายรวมของทั้ง 3 หมวดคิดเป็นร้อยละ57.57 ของยอดขายรวมทั้งหมด .- สำนักข่าวไทย



www.mcot.net

แผ่นดินไหวที่ อ.พร้าว ไม่หนัก ชี้ขยับตามรอยเลื่อนพม่า เผย 2 เดือนนี้เชียงใหม่เจอ 4 หนแล้ว

นายสมบูรณ์ โฆษิตานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 1 ลำปาง ห่วงประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย อาจจะเกิดความวิตกกังวลต่อแผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นถี่ในช่วงนี้ ซึ่งแผ่นดินไหวที่มีขนาดที่รุนแรง 5.1 ริกเตอร์ ล่าสุดจุดศูนย์กลางอยู่บริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศพม่า ห่าง จ.กาญจนบุรี ประมาณ 300 กิโลเมตร เกิดขึ้นช่วง เวลา 02.10 น. เมื่อคืนที่ผ่านมา วันที่ 20 พฤษภาคม ถือว่าเกิดจากแนวรอยเลื่อนสะแกง ซึ่งเป็นรอยเลื่อนใหญ่ ที่มีพลังอย่างมาก พาดผ่านประเทศพม่าลงสู่ทะเล และขนานกับรอยเลื่อนที่มีพลังในภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะขนานกับรอยเลื่อนแม่ฮ่องสอนใน จ.แม่ฮ่องสอนและรอยเลื่อนแม่ทาใน จ.เชียงใหม่ พาดผ่านลงสู่ จ.ลำพูน

เมื่อรอยเลื่อนสะแกง ในประเทศพม่าเกิดไหว จึงทำให้รอยเลื่อนในภาคเหนือของประเทสไทยเกิดขยับตาม ทำให้ล่าสุดจากการเฝ้าระวังการเกิดแผ่นดินไหวในภาคเหนือของประเทศไทย พบเกิดแผ่นดินไหว ขนาด 2.5 ริกเตอร์ จุดศูนย์กลางใน อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ โดยเกิดขึ้นเวลา 00.53 น. ของเมื่อคืนที่ผ่านมา วันที่ 20 พฤษภาคม 2555 ซึ่งจุดศูนย์กลางที่เกิดแผ่นดินไหวใน จ.เชียงใหม่ นั้น อยู่ในแนวรอยเลื่อนแม่ทา จากการประเมินการเกิดแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดในประเทศไทย ถือว่าเป็นการไหวที่ไม่รุนแรง และไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนบริเวณจุดศูนย์กลาง สามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือน ฉะนั้นการสร้างความเข้าใจกับประชาชน ถือว่าจะต้องดำเนินการ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจต่อเหตุแผ่นดินไหว ที่ไม่สามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าได้

สำหรับขนาดแผ่นดินไหว ที่รุนแรงนั้น จะต้องระดับกว่า 5.0 ริกเตอร์ ขึ้นไป ถือว่าจะเป็นการไหวที่รุนแรงมาก ที่จะกระทบต่อพื้นที่ ดังนั้น ขนาดที่ต่ำกว่านี้ ขอให้ประชาชนอย่าได้วิตกกังวล และการเกิดแผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น เป็นการปล่อยพลังออกมาอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งดี ที่จะไม่เก็บพลังไว้มาก จนปล่อยพลังที่รุนแรงออกมา ซึ่งใน จ.เชียงใหม่ นั้น ในห้วงระหว่างเดือนเมษายน –พฤษภาคม 2555 เกิดแผ่นดินไหวขึ้นแล้ว 4 ครั้ง จุดศูนย์กลางใน อ.สันทราย อ.เวียงแหง และ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ส่วนในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย เกิดแผ่นดินไหวขึ้นแล้ว 8 ครั้ง และในประเทศพม่าในช่วง 2 เดือนนี้ เกิดแผ่นดินไหวขึ้นทั้งหมดกว่า 35 ครั้ง ซึ่งขนาดสูงสุด คือ 5.1 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ส่วนระดับสูงสุดในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย 2.5 ริกเตอร์ ใน อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมเช่นกัน



www.matichon.co.th

บทความที่ได้รับความนิยม