วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) ผู้ถือหุ้นใหญ่ของไทยแอร์เอชีย

บมจ. เอเชีย เอวิเอชั่น หรือ AAV ผู้ถือหุ้นใหญ่ของสายการบินไทยแอร์เอเชีย เดินสายให้ข้อมูลนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้รับความสนใจล้นหลาม พร้อมเทคออฟเปิดเสนอขายหุ้นไอพีโอ 1,212.5 ล้านหุ้น แก่นักลงทุนในเร็วๆ นี้ พร้อมตั้งเป้าให้บริการผู้โดยสารปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้านคน หวังสร้างรายได้ปี 55 เติบโต 20-25%

นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย ผู้นำในธุรกิจสายการบินราคาประหยัด เปิดเผยว่า ได้นำทีมผู้บริหารเดินสายให้ข้อมูลของบริษัทฯ แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ หลังบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน นำบริษัท "เอเชีย เอวิเอชั่น" ยื่นไฟลิ่งต่อ ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวน 1,212.5 ล้านหุ้น หวังนำเงินระดมทุน มาเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในไทยแอร์ เอเชีย และมีแผนขยายฝูงบินเพิ่ม โดยตั้งเป้าเป็นสายการบินต้นทุนและค่าโดยสารต่ำที่สุด และตั้งเป้าให้บริการผู้โดยสารปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้านคน โดยคาดว่ารายได้ปี 25555 น่าจะเติบโต 20-25%

“ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเดินสายให้ข้อมูลกับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศหลังจากที่บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน)(AAV) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของสายการบินไทยแอร์เอเชีย จำกัด ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟล์ลิ่ง)ของAAV ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)จำนวน1,212.5 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 25% ของทุนชำระแล้วทั้งหมด” นายทัศพลกล่าว

สำหรับผลการให้ข้อมูลปรากฎว่าได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันและกองทุนต่างๆอย่างมาก เนื่องจากเห็นศักยภาพและทิศทางการเติบโตในธุรกิจสายการบินราคาประหยัดหรือสายการบินต้นทุนต่ำของไทยแอร์เอเชีย ซึ่งคาดว่าหุ้น AAV จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อได้ในเร็วๆนี้ และคาดว่าจะสามารถนำหุ้นเข้าจดทะเบียนและเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ภายในไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ AAV จะนำเงินส่วนใหญ่ไปจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกใหม่ของบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ซึ่งจะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นในไทยแอร์เอเชียเพิ่มขึ้นจาก 51% เป็น 55%

นายทัศพล กล่าวเพิ่มเติมว่า AAV ประกอบธุรกิจด้านการลงทุนโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ซึ่งปัจจุบันถือหุ้นในบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด เพียงแห่งเดียว ดังนั้น ในการพิจารณาโครงสร้างรายได้ของ AAV จึงต้องพิจารณาจากโครงสร้างรายได้ของไทยแอร์เอเชียเป็นหลัก ส่วนบริษัท ไทยแอร์เอเชีย ก็จะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นสามัญใหม่ที่ขายให้กับเอเชีย เอวิเอชั่น นี้ไปใช้ในการขยายฝูงบิน ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและใช้ในการดำเนินธุรกิจ โดยบริษัท ไทยแอร์เอเชีย ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจสายการบินราคาประหยัดของประเทศไทย มีแผนที่จะขยายฝูงบินเพิ่มเพื่อรองรับความต้องการใช้บริการสายการบินราคาประหยัดที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากที่มีอยู่ 24 ลำในปัจจุบัน เพิ่มอีก 24 ลำ รวมเป็น 48 ลำ ภายในระยะ 5 ปีข้างหน้าหรือภายในปี 2555-59 โดยการซื้อเครื่องบินรุ่นแอร์บัส A320 มาจากเงินที่ได้จากการขายหุ้นเพิ่มทุน เงินกู้ยืมและกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน สำหรับเครื่องบินในส่วนที่เหลือนั้น คาดว่าจะจัดหาภายใต้สัญญาเช่า

“ไทยแอร์เอเชีย ต้องการเป็นสายการบินราคาประหยัดที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในทุกๆตลาด โดยไม่ลดทอนคุณภาพการให้บริการ และมุ่งเน้นการให้บริการด้วยจำนวนเที่ยวบินที่สูง ในเส้นทางบินระยะใกล้แบบไม่มีการเชื่อมต่อ ทั้งเส้นทางบินระหว่างประเทศและภายในประเทศ การเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของสายการบินไทยแอร์เอเชียที่จะทำให้บริษัทฯ มีฐานะทางการเงินที่มั่นคง และสามารถดำเนินการธุรกิจได้ เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้”นายทัศพล กล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัท ไทยแอร์เอเชีย ในช่วงที่ผ่านมานั้นถือว่ามีอัตราการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่องโดยบริษัทประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจทั้งด้านการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารและรายได้ โดยนับจากปี 2552 ถึง 2554 มีจำนวนผู้โดยสารเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 5 ล้านคน เพิ่มเป็น 5.7 ล้านคน และ 6.8 ล้านคนตามลำดับ และสามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นจาก 9,281.2 ล้านบาท ในปี 2552 เป็น 12,098.7 ล้านบาท ในปี 2553 และเพิ่มขึ้นเป็น 16,157.6 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ 2,011 ล้านบาท และ 2,020.1ล้านบาท ในปี 2553 และ 2554 ตามลำดับ โดยกำไรสุทธิในปี 2553-54 ปรับตัวดีขึ้น มีสาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าโดยสาร ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นจาก 7,582.3 ล้านบาท ในปี2552 เพิ่มขึ้น 35.3%ในปี 2553 เป็น 10,260.3 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีก 26.8% เป็น 13,007.5 ล้านบาท ในปี 2554 รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและบำรุงที่ลดลงในปี 2553 อันเป็นผลมาจากการทยอยเปลี่ยนฝูงบินจากเครื่องบินโบอิ้ง 737-300 เป็นเครื่องบินใหม่รุ่นแอร์บัส A320 ทั้งฝูงบิน

นายทัศพล กล่าวว่า ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในปี 2555 นี้ บริษัทจึงตั้งเป้ารายได้ว่าจะยังคงเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 20-25% จากปี 2554 ทั้งจากการเพิ่มฝูงบินใหม่ แผนการเพิ่มเส้นทางบิน และการเพิ่มความถี่ในจุดหมายปลายทางที่มีความต้องการใช้บริการที่ขยายตัวมากขึ้น

อนึ่ง สายการบินไทยแอร์เอเชีย ในปัจจุบันบริษัทประกอบธุรกิจด้วยเครื่องบินจำนวน 24 ลำ ให้บริการ 504 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ไปยัง 25 จุดหมายปลายทางใน 8 ประเทศของเอเชีย โดยมีศูนย์ปฎิบัติการการบิน(Hub)จำนวน 3 แห่งในประเทศไทย ได้แก่กรุงเทพมหานคร(สนามบินสุวรรณภูมิ) จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดเชียงใหม่ และมีแผนเปิดศูนย์ปฎิบัติการการบินแห่งที่ 4 ที่หาดใหญ่ในปี 2556 และแห่งที่ 5 ที่จังหวัดอุดรธานี ในปี 2557 ณ วันที่ 31 ม.ค. 2555 บมจ. เอเชีย เอวิเอชั่น มีทุนจดทะเบียน 485 ล้านบาท และมีทุนชำระแล้ว 410 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.10 บาท ภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้จะมีทุนชำระแล้วไม่เกิน 485 ล้านบาท

ส่วนโครงสร้างผู้ถือหุ้น AAV หลังเข้าตลาดหลักทรัพย์จะประกอบด้วยกลุ่มผู้บริหารซึ่งนำโดยนายทัศพล แบเลเว็ลด์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และที่เหลือเป็นผู้ลงทุนทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนบริษัท ไทยแอร์เอเชีย มีทุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท โดยชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่าที่ตราไว้ แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 40 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท หลัง บมจ. เอเชีย เอวิเอชั่น เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ไทยแอร์เอเชีย 55% ส่วนอีก 45% ถือโดย AirAsia International(AAI)



www.newswit.com

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

โรงเรียนภาษีแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งโดยผู้ทรงคุณวุฒิ...

โรงเรียนภาษีแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และปรมาจารย์ในแวดวงภาษีอากรหลายท่าน ซึ่งมีดำริร่วมกันว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้อง เร่งสังคายนาวิชาการด้านภาษีอากรของไทย ให้เป็นอารยและมีหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องเป็น สากล เพื่อสอดคล้องกับทิศทางการเปิดประเทศตามกระแสโลกาภิวัฒน์อันเชี่ยวกราก ซึ่งจะมีคลื่นการค้า และการลงทุนไหลหลั่งจากทั่วสารทิศเข้ามายังประเทศไทย จึงจำเป็นที่จะต้องเร่งสร้างองค์ความรู้ให้แก่ นักธุรกิจ ผู้บริหาร (CEO) และ ผู้ประกอบการ SME ทั้งหลาย ให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นบรรทัดฐานสากลเดียวกัน

เพราะ ค่าภาษีอากร ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญอย่างหนึ่งของธุรกิจ จักต้องมีการบริหาร จัดการ (Tax Management) ให้ถูกต้องและเกิดความ 'นิ่ง' และต้องเป็นต้นทุน ที่แน่นอนควบคุมได้ (Controllable Costs) มิให้ต้องถูกประเมินภาษีเพิ่มเติม พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งถือเป็นความเสียหายใหญ่หลวงและทำให้ศักยภาพ ในการแข่งขันขององค์กรนั้น ๆ ลดลง

โรงเรียนภาษี โดยอ.อมรศักดิ์ พงษ์พศุตม์ (หมอภาษี) เปิดหลักสูตร "ภาษีปฏิบัติการ"สำหรับนักบัญชี/การเงิน,การตลาด,ฝ่ายจัดซื้อ,ผู้บริหารหรือผู้ที่ต้องการเติมความรู้ เพิ่มวุฒิบัตร เพิ่มโอกาสแห่งอนาคต สอบถามรายละเีอียดหรือสำรองที่นั่งได้ที่คุณอรวรรณ 02-6545671-4 ต่อ 125 มือถือ 085-121-7021 หรือ www.school-tax.com,www.mrtaxbiz.com โรงเรียนภาษีแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และปรมาจารย์ในแวดวงภาษีอากรหลายท่าน ซึ่งมีดำริร่วมกันว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้อง เร่งสังคายนาวิชาการด้านภาษีอากรของไทย ให้เป็นอารยและมีหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องเป็น สากล เพื่อสอดคล้องกับทิศทางการเปิดประเทศตามกระแสโลกาภิวัฒน์อันเชี่ยวกราก ซึ่งจะมีคลื่นการค้า และการลงทุนไหลหลั่งจากทั่วสารทิศเข้ามายังประเทศไทย จึงจำเป็นที่จะต้องเร่งสร้างองค์ความรู้ให้แก่ นักธุรกิจ ผู้บริหาร (CEO) และ ผู้ประกอบการ SME ทั้งหลาย ให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นบรรทัดฐานสากลเดียวกัน

เพราะ ค่าภาษีอากร ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญอย่างหนึ่งของธุรกิจ จักต้องมีการบริหาร จัดการ (Tax Management) ให้ถูกต้องและเกิดความ 'นิ่ง' และต้องเป็นต้นทุน ที่แน่นอนควบคุมได้ (Controllable Costs) มิให้ต้องถูกประเมินภาษีเพิ่มเติม พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งถือเป็นความเสียหายใหญ่หลวงและทำให้ศักยภาพ ในการแข่งขันขององค์กรนั้น ๆ ลดลง

โรงเรียนภาษี โดยอ.อมรศักดิ์ พงษ์พศุตม์ (หมอภาษี) เปิดหลักสูตร "ภาษีปฏิบัติการ"สำหรับนักบัญชี/การเงิน,การตลาด,ฝ่ายจัดซื้อ,ผู้บริหารหรือผู้ที่ต้องการเติมความรู้ เพิ่มวุฒิบัตร เพิ่มโอกาสแห่งอนาคต สอบถามรายละเีอียดหรือสำรองที่นั่งได้ที่คุณอรวรรณ 02-6545671-4 ต่อ 125 มือถือ 085-121-7021 หรือ www.school-tax.com,www.mrtaxbiz.com



www.newswit.com

นายกฯ หนุนโรงพยาบาลไทยร่วม ASPETAR ในฟุตบอลโลก 2022

รัฐกาตาร์ 16 พ.ค.- นายกรัฐมนตรี ชื่นชมกาตาร์ เป็น 1 ใน 3 ประเทศ ที่ฟีฟ่าให้เป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ พร้อมหนุนโรงพยาบาลไทยร่วมกับ ASPETAR ในฟุตบอลโลก 2022

“จิตตานันท์ นิกรยานนท์” ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย ซึ่งติดตามภารกิจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนรัฐกาตาร์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 15-17 พฤษภาคม 2555 รายงานว่า เวลา 10.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งช้ากว่าเวลาประเทศไทย 4 ชั่วโมง นายกรัฐมนตรีได้หารือกับผู้บริหารของศูนย์การแพทย์เพื่อการกีฬาของกาตาร์ (Aspetar - Qatar Orthopedic and Sports Medical Center) พร้อมชื่นชมพัฒนาการ และระบบอำนวยความสะดวกด้านเวชศาสตร์การกีฬาของสถาบัน ASPETAR ที่ถือเป็นสถาบันกระดูกและเวชศาสตร์การกีฬาแห่งแรกในภูมิภาค

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเพียงไทย ญี่ปุ่น และกาตาร์เท่านั้น ที่มีโรงพยาบาลที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมาธิการด้านการแพทย์ของฟีฟ่า และศูนย์วิจัยและประเมินทางการแพทย์ฟีฟ่า (F-MARC) ให้เป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ของฟีฟ่า โดย ASPETAR ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเป็นสถาบันล่าสุด

นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความสนใจ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับที่มาของความสำเร็จของ ASPETAR รวมถึงระบบ Total Care Concept ของ ASPETAR และการเตรียมพร้อมของ ASPETAR เพื่อการเป็นประธานการจัดงาน 2022 World Cup

สำหรับงาน 2022 World Cup ที่จะมาถึง นายกรัฐมนตรีเชื่อว่า ชื่อเสียงและมาตรฐานระดับโลกของโรงพยาบาลในประเทศไทย จะสามารถช่วยสนับสนุน ASPETAR และโรงพยาบาลของกาตาร์ได้อย่างดี เนื่องจากไทยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการและเวชศาสตร์การกีฬาอยู่มาก โดยโรงพยาบาลกรุงเทพ เป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งของไทย ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก F-MARC และปัจจุบัน มีการทำงานร่วมกับ ASPETAR แล้ว ในด้านการแลกเปลี่ยนแพทย์ พยาบาล และงานศึกษาวิจัยต่าง ๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีคาดหวังว่า ทั้ง 2 สถาบันจะทำงานร่วมกันมากขึ้นต่อไป

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีสนับสนุนให้ ASPETAR พิจารณาการร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจกับไทย ในการร่วมกันศึกษาวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์การแพทย์กับมหาวิทยาลัยของไทย อันจะเป็นประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศ โดยไทยมีความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับ ASPETAR และรัฐบาลกาตาร์ ในด้านการพัฒนาระบบอำนวยความสะดวก และการบริการด้านเวชศาสตร์การกีฬาระดับโลก และขออวยพรให้กาตาร์ประสบความสำเร็จ ในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก ฤดูร้อน ในปี 2020

จากนั้น เวลา 11.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น นายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับนาย Hassan Al Thawadi เลขาธิการ Qatar 2022 Supreme Committee โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำความสำคัญของการเดินทางเยือนภูมิภาคตะวันออกกลางครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกาตาร์ โดยเฉพาะความร่วมมือทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งแสดงความยินดีกับกาตาร์ ที่เป็นประเทศอาหรับ ชาติแรก ที่ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงานฟุตบอลโลก ปี 2022 และเชื่อมั่นว่าจะประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันในอีก 10 ปีข้างหน้า

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยสนใจมีส่วนร่วมเป็นผู้ก่อสร้างอาคาร สนามฟุตบอล เพื่อรองรับการแข่งขันฟุตบอลโลก และมั่นใจว่า บริษัทรับเหมาก่อสร้างของไทย มีศักยภาพในการเป็นผู้ก่อสร้างโครงการต่างๆ ของกาตาร์ ด้วยคุณภาพที่คุ้มค่าแก่การลงทุน ทั้งการเป็นผู้ก่อสร้างหลักและรายย่อย อีกทั้งไทยสนใจสนับสนุนงานด้านบริการ อาทิ บริการการแพทย์และสุขภาพ วิทยาศาสตร์การกีฬา

ทั้งนี้ กาตาร์จะมีการก่อสร้างสนามกีฬา โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ในการปรับอุณหภูมิให้สนามกีฬาเย็นลง (Air-conditioned stadium) เพื่อป้องกันความร้อนที่มีอุณหภูมิสูงถึง 50 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน อีกทั้ง มีการพัฒนาเมฆเทียม เพื่อทำร่มเงาให้กับสนามกีฬา โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ มีการนำระบบ QSAS (Qatar Sustainability Assessment System ) - sustainable urban environment มาใช้ในโครงการสร้างสนามกีฬาคือ ระบบลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะส่งผลต่อสังคมท้องถิ่น รวมทั้งมีโครงการรถไฟฟ้า Qatar’s Integrated Railway Project ที่เชื่อมระหว่างสนามกีฬา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเสร็จสิ้นภารกิจในช่วงบ่าย เวลาประมาณ 18.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง เพื่อพบปะกับภาคเอกชนไทย-กาตาร์ โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวสุนทรพจน์ เพื่อส่งเสริมการลงทุนระหว่างไทยและกาตาร์ให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นภารกิจสุดท้ายก่อนเดินทางกลับประเทศไทยในเวลา 21.00 น. และมีกำหนดการถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ในเช้าวันที่ 17 พฤษภาคม 2555 เวลา 07.20 น.-สำนักข่าวไทย

www.mcot.net

โรงแรมฮิลตัน พัทยา คว้ารางวัลอันทรงเกียรติระดับเอเชียแปซิฟิค “Highly

โรงแรมฮิลตัน พัทยา คว้ารางวัลอันทรงเกียรติระดับเอเชียแปซิฟิค “Highly Commended Best Hotel Thailand”

นอกจากการออกแบบที่โดดเด่นและดีไซน์หรูมีระดับ โรงแรมฮิลตัน พัทยายังได้รับการยกย่องให้เป็นอีกหนึ่งโรงแรมยอดเยี่ยมที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย

โรงแรมฮิลตัน พัทยา คว้ารางวัลระดับชมเชยด้านโรงแรมยอดเยี่ยมที่สุดในประเทศไทย (Highly Commended Best Hotel Thailand) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลอันทรงเกียรติระดับนานาชาติในการประกาศผลรางวัล Asia Pacific Hotel Awards 2012-2013 โดยความร่วมมือกับธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงค์กิ้งคอร์ปอเรชั่น (HSBC) ประเทศมาเลเซีย ณ โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา

“แม้จะเปิดทำการได้เพียง 1 ปีกว่าๆ เท่านั้น โรงแรมฮิลตัน พัทยา ก็รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้จากองค์กรชั้นนำระดับนานาชาติ” มร.ฮาราลด์ ฟอร์เยอร์สไตน์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมฮิลตัน พัทยา กล่าว “รางวัลอันทรงเกียรตินี้จะยืนยันความเยี่ยมยอดทั้งในด้านการรออกแบบและตกแต่งภายใน อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งโรงแรมยอดเยี่ยมโรงแรมหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งเราจะไม่หยุดยั้งในเรื่องของการพัฒนาการบริการให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อให้ลูกค้าของโรงแรมฮิลตัน พัทยาทุกคนประทับใจมิรู้ลืมเลือน”

การประกาศผลรางวัลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ International Hotel Awards โดยความร่วมมือกับธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงค์กิ้งคอร์ปอเรชั่น (HSBC) ประเทศมาเลเซีย มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดสรรและมอบรางวัลอันทรงเกียรติแก่องค์กรผู้มีความโดดเด่นและเยี่ยมยอดในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเป็นที่รู้จักกันว่ารางวัลอันทรงเกียรตินี้ถือว่าเป็นเครื่องชี้วัดสำหรับแขกผู้มาพักในการตัดสินใจเลือกโรงแรมและรีสอร์ทอีกด้วย

ด้วยการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวบนทำเลทองใจกลางเมืองพัทยา โรงแรมฮิลตัน พัทยา โดยตัวอาคารสูง 34 ชั้น ตั้งอยู่ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช ซึ่งเป็นศูนย์การค้าครบวงจรบนชายหาดธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอบล้อมด้วยทัศนียภาพอันงดงามของชายหาดพัทยา และชายฝั่งทะเลอ่าวไทยทั้งทางด้านทิศเหนือและทิศใต้

โรงแรมฮิลตัน พัทยาเป็นหนึ่งในโรงแรมและรีสอร์ทในเครือฮิลตัน หรือ ฮิลตันเวิลด์ไวด์ โดยในปัจจุบัน ฮิลตัน เวิลด์ไวด์ บริหารโรงแรมและรีสอร์ท 6 แห่งในประเทศไทย อาทิ โรงแรมฮิลตัน พัทยา โรงแรมมิลเลเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ โรงแรมฮิลตัน หัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา โรงแรมฮิลตัน ภูเก็ต อาคาเดีย รีสอร์ทแอนด์สปา โรงแรมคอนราด กรุงเทพ และโรงแรมคอนราด เกาะสมุย เป็นต้น



www.newswit.com

ฟิทช์ประกาศคงอันดับเครดิตของอิออน ธนสินทรัพย์ที่ ‘BBB+(tha)’

บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) ของบริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (AEONTS) ซึ่งให้บริการสินเชื่อรายย่อย ที่ระดับ ‘BBB+(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ และอันดับเครดิตในประเทศระยะสั้น (National Short-Term Rating) ที่ระดับ ‘F2(tha)’ ในขณะเดียวกัน ฟิทช์ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้ประเภทมีผู้ค้ำประกันจำนวน 1 พันล้านบาท ของบริษัทที่ ‘AAA(tha)’

อันดับเครดิตของ AEONTS สะท้อนถึงความสามารถในการรักษาอัตรากำไรและคุณภาพสินทรัพย์ของบริษัทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม รวมทั้งสภาพคล่องและเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่พอเพียง การปรับตัวดีขึ้นอย่างยั่งยืนของความสามารถในการทำกำไร คุณภาพสินทรัพย์ และอัตราส่วนหนี้สิ้น อาจส่งผลกระทบในเชิงบวกต่ออันดับเครดิตของบริษัท ในขณะที่การปรับตัวอ่อนแอลงอย่างมากของระดับเงินกองทุนและสภาพคล่องโดยรวมของบริษัท ซึ่งอาจเกิดจากการจ่ายเงินปันผลเป็นจำนวนมากหรือการขาดทุนเนื่องจากคุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวอ่อนแอลง อาจส่งผลให้อันดับเครดิตได้รับการปรับอันดับลดลง นอกจากนี้ AEONTS มีความอ่อนไหวต่อภาวะการชะลอตัวอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจในประเทศ เนื่องจากธุรกิจส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นการให้สินเชื่อแก่กลุ่มลูกค้ารายย่อยที่มีรายได้ต่ำ

อับดับเครดิตยังคงมีการสนับสนุนจากบริษัทแม่ (AEON Credit Service Co. Ltd หรือ AEONCS ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ AEON Co., Ltd.) เป็นปัจจัยสำคัญ ดังนั้นการปรับตัวอ่อนแอลงของระดับความเสี่ยงโดยรวมของ AEON Co., Ltd อาจส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตของ AEONTS เนื่องจากความสัมพันธ์และความเกี่ยวข้องกันระหว่างบริษัทในกลุ่ม

AEONTS เป็นหนึ่งในบริษัทจำนวนน้อยที่สามารถระดมทุนในตลาดภายในประเทศผ่านการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitisation) ได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินให้บริษัทมากขึ้น แม้ว่าอัตราส่วนส่วนของผู้ถือหุ้นต่อสินทรัพย์จะลดลงเล็กน้อยเป็น 14% ในปีงบการเงิน 2555 (สิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2555) เทียบกับ ณ สิ้นปีงบการเงิน 2554 ที่ 15.4% ซึ่งอัตราส่วนดังกล่าวน่าจะทรงตัวอยู่ระดับคงที่และยังสามารถรองรับผลกระทบจากความผันผวนของสภาวะแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจได้

หลังจากที่บริษัทได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในปีงบการเงิน 2555 ฟิทช์คาดว่าผลการดำเนินงานของ AEONTS น่าจะฟื้นในปีงบการเงิน 2556 (สิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2556) เนื่องจากการตั้งสำรองหนี้สูญที่ลดลง และรายได้รวมที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของสินเชื่อ ในปีงบการเงิน 2555 กำไรสุทธิของบริษัทลดลงอย่างมากมาอยู่ที่ 161 ล้านบาท เนื่องจากการตั้งสำรองหนี้สูญที่เพิ่มขึ้นเป็น 4.5 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 36% จากปีก่อน) โดยส่วนใหญ่เป็นผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตามความสามารถในการทำกำไรของ AEONTS ยังคงอยู่ในระดับดี โดยบริษัทมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็น 10.7 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 5.9% จากปีก่อน) ในขณะที่อัตราส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (รวมรายได้ค่าธรรมเนียม) ยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งที่ 24.4% (เทียบกับ 24.2% ในปีงบการเงิน 2554)

การปรับตัวลดลงของคุณภาพสินทรัพย์ในปีงบการเงิน 2555 ยังคงไม่สะท้อนถึงผลกระทบทั้งหมดจากอุทกภัย เนื่องจากลูกค้าที่ได้รับผลกระทบได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ และได้รับการผ่อนผันการชำระหนี้ไปจนถึงเดือนเมษายน 2555 อย่างไรก็ตามบริษัทได้มีการตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มเติมไว้แล้วในปีงบการเงิน 2555 เพื่อรองรับผลกระทบจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของลูกหนี้ค้างชำระในปีงบการเงิน 2556 ลูกหนี้สินเชื่อค้างชำระ (รวมลูกหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน และการจำหน่ายหนี้สูญ) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 4.6 พันล้านบาท (หรือ 11.4% ของสินเชื่อเฉลี่ย) ณ สิ้นปีงบการเงิน 2555 จาก 3.7 พันล้านบาท (หรือ 9.7%) ณ สิ้นปีงบการเงินปี 2554 ในขณะเดียวกันอัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อลูกหนี้ค้างชำระและอัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อรวมเฉลี่ย ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 185% และ 6.8% ตามลำดับ จาก 179% และ 3.3%

AEONTS มีสาขาในกรุงเทพและสาขาในต่างจังหวัดทั้งสิ้น 86 สาขา และมีเครื่อง ATM จำนวน 329 เครื่องโดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด AEON มีสัดส่วนการถือหุ้นโดยตรงใน AEONTS อยู่ที่ 35.1% โดยบริษัทอื่นๆ ในเครือ AEON ถือหุ้นอีก 28%



www.newswit.com

เปิดสนามประลองฝีมือวงโยธวาทิตเยาวชนครั้งสำคัญของเมืองไทย ใน

เปิดสนามประลองฝีมือวงโยธวาทิตเยาวชนครั้งสำคัญของเมืองไทย ใน “การประกวดวงโยธวาทิต ธนาคารกรุงเทพ-ยามาฮ่า แห่งประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2555” (Bangkok Bank-Yamaha All Thailand Marching Band Competition 2012)

จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แห่งเดียวและใหญ่ที่สุดในเมืองไทยกับการประกวดวงโยธวาทิตในร่ม ร่วมเฟ้นหาวงโยธวาทิตเยาวชนไทยในการประกวดมาตรฐานระดับโลก ชิงถ้วยพระราชทานฯ พร้อมเงินรางวัลรวมกว่าล้านบาท เปิดสนามประชันฝีมือ 2 - 3 มิถุนายน ศกนี้ ณ อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี กรุงเทพฯ

บริษัทสยามดนตรียามาฮ่า จำกัด และ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด, ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด และ แฌมีทีวี จำกัด จัดการแถลงข่าว การประกวดวงโยธวาทิต ธนาคารกรุงเทพ-ยามาฮ่า แห่งประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2555 (Bangkok Bank-Yamaha All Thailand Marching Band Competition 2012) ซึ่งเป็น การประกวดวงโยธวาทิต ในร่มที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย โดยจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 เพื่อส่งเสริม ความสามารถของเยาวชนไทย และเปิดโอกาสให้เยาวชนไทย ได้แสดงความสามารถในด้านดนตรี เพื่อพัฒนามาตรฐานการเล่นดนตรี ประเภทวงโยธวาทิตของเยาวชนให้มีพัฒนาการในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น

ภายในงานแถลงข่าว ได้รับเกียรติจากตัวแทนคณะผู้บริหารผู้จัดการประกวด และผู้สนับสนุน ร่วมให้ข้อมูลการประกวด พร้อมด้วยตัวแทนวงโยธวาทิตเยาวชน ที่จะเข้าร่วมการประกวดในครั้งนี้ กว่า 25 โรงเรียนทั่วประเทศ เข้าร่วมรับฟังข้อมูล พร้อมด้วยการแสดงชุดพิเศษ Percussion Ensemble จากวงโรงเรียนอรรถวิทย์พณิชยการ กรุงเทพมหานคร เจ้าของรางวัลชนะเลิศในปีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับแขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนที่เข้าร่วมงานแถลงข่าวเป็นอย่างมาก

นายวิเชียร สุขภุมรินทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด กล่าวถึงความเป็นมา ของการจัดการประกวดในครั้งนี้ว่า บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด และธนาคารกรุงเทพ จำกัด มีแนวคิดเดียวกันที่จะเสริมสร้างการเรียนรู้ทักษะทางดนตรี ผ่านการประกวดดนตรีในแขนงต่างๆมาโดยตลอด สำหรับการประกวดครั้งนี้ เป็นการประกวดดนตรีอีกแขนงหนึ่งซึ่งต้องการเปิดโอกาสให้เยาวชนไทย ได้แสดงความสามรถด้านดนตรีประเภทวงโยธวาทิตที่เสริมสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ พร้อมสร้าง

มาตรฐานของวงโยธวาทิตของไทยให้ทัดเทียมระดับสากล และที่สำคัญสำหรับการแข่งขันวงโยธวาทิต แห่งประเทศไทยจากเดิมที่ผ่านๆ มา จะแข่งกันกลางแจ้ง แต่ปีนี้เป็นปีที่ 2 มีการแข่งขันในร่มเหมือนกับต่างประเทศ ซึ่งถือได้ว่าพลิกโฉมประวัติศาสตร์ของการแข่งขันวงโยธวาทิตในประเทศไทย และทำให้ การแข่งขันมีมาตรฐานในระดับสากลมากขึ้น

“ผู้จัดการประกวด และผู้ร่วมสนับสนุน มีความตั้งใจที่จะมอบสิ่งดีๆ ให้กับเยาวชนไทย โดยมุ่งพัฒนาและส่งเสริมความรู้ทักษะด้านดนตรีผ่านการจัดกิจกรรมการประกวดดนตรีซึ่งแนวทางของธนาคารกรุงเทพกับเราตรงกันในการสร้างสรรค์กิจกรรมที่ดีให้กับเยาวชนไทย ซึ่งการจัดประกวด Marching Band ก็เพื่อส่งเสริมทักษะด้านดนตรี ส่งเสริมการทำงานเป็นหมู่คณะ และเป็นการเผยแพร่ผลงาน ด้านดนตรีของเยาวชนไทยให้เป็นที่รู้จักไปยังนานาประเทศ”

นายวิเชียร กล่าวถึงความพร้อมในการจัดการประกวดครั้งนี้ว่า นอกจากความร่วมมือจากธนาคารกรุงเทพ ยังมีหน่วยงานต่างๆ ไดัเข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนเพิ่มเติมมากขึ้น นอกจากนี้ ผลตอบรับของการ เข้าร่วมประกวดถือว่าเป็นที่น่าประทับใจ เพราะมีโรงเรียนต่างๆ สมัครเข้าร่วมประกวดเป็นจำนวนมากกว่า 25 วง จากทั่วประเทศ โดยจะมีการจัดประกวดรอบคัดเลือกวันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน และรอบชิงชนะเลิศ ในวันอาทิตย์ที 3 มิถุนายน 2555 ที่อิมแพ็คอารีน่า เมืองทองธานี

“นอกจากการเพิ่มประเภทการแข่งขันในครั้งนี้แล้ว เรายังเพิ่มช่องทางในการ ติดตามการประกวดอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดทำรายการด้านดนตรีเพิ่มขึ้นมา โดยใช้ชื่อ รายการ i play on TV ออกอากาศในช่อง Share TV ที่ช่อง 72 รูปแบบ ซึ่งช่วงแรกนี้เราจะเน้นไปที่การประกวดครั้งนี้ เช่น ภาพบรรยากาศการฝึกซ้อมของวงที่เข้าประกวด ซึ่งโรงเรียนต่างๆ ผู้ปกครอง บุคคลที่สนใจ จะสามารถติดตามการประกวดได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นมิติใหม่สำหรับการประกวดวงโยธวาทิตในเมืองไทย” นายวิเชียร กล่าวในตอนท้าย

ด้าน ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในนามของธนาคารกรุงเทพฯ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมจัดการแข่งขันในครั้งนี้ และการแข่งขันรายการนี้ก็ถือได้ว่าเป็นอีกรายการหนึ่งที่ธนาคารกรุงเทพเล็งเห็นว่าเป็นการแข่งขันที่จะทำให้เพิ่ม ศักยภาพของเยาวชนไทยในเรื่องของดนตรีได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งจะได้สร้างความเป็นสากล และมาตรฐาน ที่เพิ่มมากขึ้นให้กับเยาวชนไทย อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนเยาวชนไทยให้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์อีกด้วย โดยสิ่งที่คาดหวังให้เกิดขึ้นในครั้งนี้คือการร่วมแรงร่วมใจของน้องๆนักเรียนที่มีความมุ่งมั่น เพื่อให้ไปสู่จุดหมายที่หวังเอาไว้และพัฒนาต่อยอดให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลต่อไป

“สำหรับน้องๆ ที่เข้าร่วมการประกวดในครั้งนี้เรื่องการแพ้ชนะไม่สำคัญ สำคัญที่เราได้ร่วมใจกัน ทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะและที่สำคัญน้องๆทุกคนก็จะได้เพื่อนใหม่ต่างสถาบันที่รักในเสียงดนตรีรักในวง โยธวาทิตเหมือนกันขอให้น้องๆ ทุกคนโชคดี และเต็มที่กับการแข่งขันในครั้งนี้” ดร.ทวีลาภ กล่าว

การประกวดวงโยธวาทิต ธนาคารกรุงเทพ-ยามาฮ่า แห่งประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2555 (Bangkok Bank-Yamaha All Thailand Marching Band Competition 2012) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภท Display และประเภท Marching โดยประเภท Display หรือประเภทการแสดงที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่า และเครื่องดนตรีประเภท Percussion แบ่งการประกวดเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับไม่เกินชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระดับไม่เกินชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และระดับไม่เกินชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

รางวัลชนะเลิศ ระดับไม่เกินชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จะได้รับถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และของรางวัลรวมมูลค่า 300,000 บาท

รางวัลชนะเลิศ ระดับไม่เกินชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จะได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และของรางวัลรวมมูลค่า 250,000 บาท

รางวัลชนะเลิศ ระดับไม่เกินชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จะได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี และของรางวัลรวมมูลค่า 200,000 บาท

พร้อมกันนั้น รางวัลดีเด่นของทุกระดับ จะได้รับของรางวัลรวมมูลค่า 30,000 บาท ส่วนรางวัลระดับความสามารถตัดสินจากคะแนนรวมสุทธิ จะได้รับเหรียญรางวัลตามลำดับคะแนน พร้อมกันนั้น วงโยธวาทิต และผู้เข้าร่วมการประกวด จะได้รับประกาศนียบัตรตามระดับเหรียญรางวัลที่ได้รับ และบัตรกำนัลมูลค่า 20,000 บาท

สำหรับการประกวด ประเภท Marching หรือประเภทการประกวดในลักษณะการเดินแปลขบวน จะเป็นการประกวดวงโยธวาทิตระดับนักเรียน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยรางวัลในการประกวด รางวัลชนะเลิศ ถ้วยรางวัล และของรางวัลมูลค่า 100,000 บาท นอกจากนี้รางวัลพิเศษโดยบริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด มอบรถจักรยานยนต์ ฟี่โน่ มูลค่าคันละ 46,546 บาท จำนวน 4 คัน ให้กับวงชนะเลิศทุกระดับชั้นอีกด้วย

ทั้งนี้ ผู้สนใจ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวการประกวดได้ในรายการ i play on TV ทางช่อง Share TV ที่ช่อง 72 วันเสาร์และอาทิตย์ เริ่ม 12 พฤษภาคม นี้ และร่วมเป็นกำลังใจในการประกวด รอบคัดเลือกวันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน และ รอบชิงชนะเลิศ ในวันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน ศกนี้ ณ อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี กรุงเทพฯ



www.newswit.com

บัตรสมาชิก His & Her Plus Point จัดประกวดภาพถ่ายชิงเงินสดและรางวัล มูลค่ากว่า

มีข่าวดีมาแจ้งสำหรับกลุ่มบัตรสมาชิก His&Her Plus Point ทั่วประเทศและ นิสิต นักศึกษาที่ศึกษาอยู่ในประเทศไทย นักถ่ายภาพทั่วไป ไม่จำกัดสาขาวิชาชีพ และมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย เพื่อได้แสดงฝีมือในการถ่ายภาพร่วมสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบชีวิตที่เรียบง่ายในหัวข้อ “ His & Her in My Style” เป็นภาพถ่ายที่แสดงออกถึงการใช้ชีวิตประจำวันคู่กับบัตรสมาชิก His & Her Plus Point ต้องถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลเท่านั้น !!! ส่งภาพไม่จำกัดจำนวนยิ่งส่งภาพมากยิ่งมีสิทธิ์มาก ส่งภาพเข้าชิงรางวัลได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 15 มิถุนายน 2555

1. ต้องเป็นภาพถ่ายชีวิตประจำวันคู่กับบัตรสมาชิก His&Her Plus Point ในมุมมองต่างๆ ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลที่มีความละเอียดไม่ต่ำกว่า 10 ล้านพิกเซล ภาพสีขนาด 8x10 นิ้ว หรือ 8x12 นิ้ว ติดบนกระดาษการ์ดแข็งสีขาว เว้นขอบขาวด้านละ 2 นิ้ว

2. ด้านหลังภาพติดแบบฟอร์มการส่งภาพเข้าประกวด ดาวน์โหลดได้จาก www.phototech-mag.com หรือในนิตยสาร PHOTOTECH กรอกรายละเอียดให้ครบถ้วน ชัดเจน

3. ส่งมอบภาพสีพร้อม Digital File (TIFF,JPEG) คุณสมบัติ High Resolution ไม่ต่ำกว่า 300 dpi บันทึกลงในแผ่น CD/DVD มากกว่า 1 ภาพบันทึกแผ่นเดียวกันได้ ส่งภาพไม่จำกัดจำนวน แต่ต้องเป็นสมาชิกบัตร His & Her Plus Point (สมัครได้ที่เคาน์เตอร์สินค้า I.C.C ทุกสาขา หรือ Shop His & Her ทุกสาขา และทางออนไลน์ www.hisherpoint.com, Call Center 02-296-9900

4. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นิตยสาร Phototech พร้อมดาวน์โหลดใบสมัครในเวปไซด์ www.phototech-mag.com ส่งภาพด้วยตัวเอง หรือไปรษณีย์ ได้ที่นิตยสาร Phototech วงเล็บมุมซองว่า ประกวดภาพถ่าย His & Her in My Style โทรสอบถามที่หมายเลข 02-721-4417 และ086-339-9769 ส่งภาพได้ตั้งแต่วันนี้ – 15 มิถุนายน 2555



www.newswit.com

บทความที่ได้รับความนิยม