วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

นักโต้คลื่นถูกฉลามกัดตายเป็นรายที่ 5 ในออสเตรเลีย

เกิดเหตุฉลามขาวทำร้ายนักโต้คลื่นนอกชายฝั่งเมืองเพิร์ธ ของออสเตรเลีย จนร่างขาด 2 ท่อนเสียชีวิต นับเป็นผู้เสียชีวิตจากฉลามเป็นรายที่ 5 ที่เกิดขึ้นในรัฐเวสเทิร์น ออสเตรเลีย ในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชายฝั่งและผู้เห็นเหตุการณ์ บอกว่า ชายผู้เสียชีวิตที่คาดว่ามีอายุราว 20 ปีเศษกำลังเล่นกระดานโต้คลื่นอยู่ใกล้กับเกาะเวดจ์ ทางเหนือของเมืองเพิร์ธ ในรัฐเวสเทิร์น ออสเตรเลีย ทางภาคตะวันตกของประเทศ จนถูกฉลามขาวความยาวราว4-5 เมตรกัด ลำตัวขาด 2 ท่อน เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ...ขณะนี้ทางการได้สั่งปิดชายหาดบริเวณนั้นชั่วคราวแล้ว นับเป็นผู้เสียชีวิตจากฉลามเป็นรายที่ 5 ที่เกิดขึ้นในรัฐเวสเทิร์น ออสเตรเลีย นับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเกิดบ่อยครั้งขึ้น อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในอดีตทำให้มีเสียงเรียกร้องให้ทางการสั่งฆ่าฉลามเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ฉลามขาว เป็นพันธุ์ฉลามที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีความยาวมากสุดถึง 6 เมตร นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล บอกว่า ชายฝั่งภาคตะวันตกของออสเตรเลีย เป็นบริเวณที่มีผู้ถูกฉลามทำร้ายจนเสียชีวิตมากที่สุดในโลก จนทำให้ต้องมีโครงการเฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวของฉลาม เพื่อลดจำนวนผู้ถูกฉลามทำร้าย ฉลาม เป็นสัตว์ที่พบได้ตามปกติในน่านน้ำออสเตรเลีย แต่การทำร้ายคนจนเสียชีวิตเกิดขึ้นน้อยมาก โดยเหตุการณ์ที่มีผู้ถูกฉลามทำร้ายเฉลี่ย 15 ครั้งต่อปี จะมีผู้เสียชีวิต 1 รายผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ปัจจุบันจำนวนคนที่ถูกฉลามทำร้ายในออสเตรเลียโดยเฉลี่ยต่อปีเพิ่มสูงขึ้น เพราะฉลามมีจำนวนมากขึ้น และกีฬาทางน้ำได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

breakingnews.nationchannel.com

ชื่อยอดฮิตคนไทย สารพัด "สม"

สวนกระแส ศุกร์ 13 ที่อาจจะทำให้ใครหลายคนลุ้นระทึก กังวล กับเหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่ที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือคาดว่าจะเกิดขึ้น

มาขอเก็บตกเผยแพร่ข้อมูลประชากรไทย จากสำนักทะเบียนกันอีกสักครั้ง หลังเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันประชากรโลก นายธวัชชัย ธรรมรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้มีการเปิดเผยตัวเลขจำนวนประชากรไทย ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2554 เบ็ดเสร็จแล้วมีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 64,076,033 คน


ในจำนวนนี้มีผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 1,017,737 คน

จังหวัดที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 1 คือ กรุงเทพมหานคร มี 5 ล้านคน
จังหวัดที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 2 คือ จังหวัดนครราชสีมา มี 2.5 ล้านคน
จังหวัดที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 3 คือ จังหวัดอุบลราชธานี มี 1.8 ล้านคน
จังหวัดที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 4 คือ จังหวัดอุดรธานี มี 1.5 ล้านคน
จังหวัดที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 5 คือ จังหวัดศรีสะเกษ มี 1.4 ล้านคน

ขณะที่ จังหวัดที่มีประชากรน้อยที่สุดคือ จังหวัดระนอง มี 180,000 คน

มาดูชื่อตัวที่มีผู้ลงทะเบียนในทะเบียนราษฎรมากที่สุด ยังคงยอดฮิต ในตระกูล "สม" ทั้งหลาย โดย

อันดับ 1 คือ สมชาย จำนวน 240,000 คน
อันดับ 2 คือ สมศักดิ์ จำนวน 230,000 คน
อันดับ 3 คือ สมพร จำนวน 210,000 คน
อันดับ 4 คือ สมบูรณ์ จำนวน 170,400 คน
อันดับ 5 คือ ประเสริฐ จำนวน 170,000 คน

ลองไล่ดูชื่อ"สมชาย"ก็มีคนดังๆ ในทุกแวดวงของไทย ใช้เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น สมชาย เข็มกลัด นักร้อง-นักแสดงดัง, สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ,สมชาย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง ,สมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ,สมชาย (สมเล็ก) ศักดิกุล นักแสดง นักดนตรี นักพากญ์ชื่อดัง ฯลฯ

หรือจะชื่อสมศักดิ์ ก็มีทั้ง สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ,สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคภูมิใจไทย,สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนษเป็นต้น

และตามที่ พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน 2554 กำหนดให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 7-14 ปี ต้องทำบัตรประชาชนมีจำนวนทั้งสิ้น 4,854,580 คน ขณะนี้ ผ่านมาแล้ว 1 ปี ยังมีผู้อยู่ในข่ายไม่ได้ทำบัตรอีก 1,699,182 คน



www.matichon.co.th

ตุ๊ก ปัดตอบมือที่ 3 รับขายเรือนหอแล้ว

หลังจากยื้อชีวิตคู่มาพักใหญ่ จนแล้วจนรอดแน่ใจว่าไปกันไม่ได้จึงตัดสินใจด้วยการหย่าร้าง สำหรับอดีตคู่รักพิธีกรอารมณ์ขัน ''บ๊วย'' เชษฐวุฒิ วัชรคุณ และนักแสดงก้านยาว ''ตุ๊ก-ชนกวนัน'' ซึ่งก่อนหน้านั้นฝ่ายชายได้ออกมาเปิดใจสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเป็นที่เรียบร้อยแล้วถึงเรื่องหย่าร้างว่า ไม่มีมือที่สามเกี่ยวข้องแน่นอนและทิ้งประเด็นคาใจเรื่องรักลูกไม่เท่ากันไว้ จนวันนี้ถึงคิวแม่ม่ายลูก 2 ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนถึงมูลเหตุและความจริงรวมถึงข้อสงสัยในเรื่องนี้ว่าตอนนี้ตนเองเข้มแข็งขึ้นมากเพื่อลูก ปัดตอบเรื่องมือที่ 3 เป็นเหตุ พร้อมแสดงความเห็นใจอดีตสามีที่โดนโจมตีจากการหย่าร้างครั้งนี้แพลนพักผ่อนเกาหลีกับลูกๆ ปัดหนีปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อผู้สื่อข่าวสยามดาราเจอม่ายสาวสวย ''ตุ๊ก'' ในงานกิจกรรม ''หนึ่งผนังรวมพลังรักษ์สะอาดกับสีเบเยอร์ชิลด์'' เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 55 ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน สาวตุ๊กได้พูดถึงสภาพจิตใจหลังหย่าร้างว่าตอนนี้เข้มแข็งขึ้นมากเพื่อลูก พร้อมปัดพูดถึงมือที่ 3 สาเหตุการหย่า ''ตอนนี้ก็เป็นปกติค่ะ โดยรวมแล้วก่อนหน้านี้ก็อยู่ในช่วงที่อ่อนแอ ยอมรับว่ามีการอ่อนแอแล้วมันก็อ่อนแอมาระยะหนึ่ง ทุกอย่างก็ดำเนินไป เราก็ทำทุกอย่างที่เราคิดว่าลูกผู้หญิงคนหนึ่งจะทำได้ที่สุด และตุ๊กก็จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว และเมื่อมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราปรารถนา เมื่อเราจบ ความอ่อนแอเราก็พับเก็บไป ก็โอเค น่าจะเป็นเรื่องราวของความโล่งใจ เราก็สบายใจค่ะ ทุกสถานการณ์น่าจะมีทางออกของมันในทางที่ดีที่สุดของมันในแต่ละสถานการณ์ ต้องเข้มแข็งค่ะ ก็น่าจะเป็นวิธีคิดมากกว่าเพราะว่าคือเราไม่ได้ตัวคนเดียว การที่เรารู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร เราก็ไม่อยากแม้แต่เพียงเสียวของความรู้สึกของเราไม่อยากให้ลูกรู้สึก เพราะฉะนั้นเราต้องเข้มแข็งเพราะเขาเองยังต้องพึ่งพา น่าจะเชื่อมความรู้สึกกับเราตลอดเวลาเพราะยังเด็ก ถ้าถามตุ๊กสาเหตุที่แท้จริงตุ๊กไม่มีเพราะตุ๊กไม่มีความต้องการที่จะจบแบบนี้ ตุ๊กไม่มีสาเหตุ ถ้าจะให้ถามคือชีวิตคู่จะต้องถูกเห็นชอบด้วยคน 2 คน ถ้าแม้นเพียงใครคนหนึ่งคิดว่าจะยกเลิกเพราะฉะนั้นอีกคนหนึ่งก็ดำเนินต่อไปไม่ได้แน่ๆ'' (เป็นเรื่องของมือที่ 3 ?) ''คำถามนี้ไม่ถามแล้วมั้ง ตุ๊กก็พยายามของตุ๊ก ตุ๊กยังเห็นแก่ความต้องการของตัวเอง ยังเห็นแก่ตัวที่ยังเพื่อตัวเอง เพื่อความต้องการของตัวเองอยู่ค่ะ แต่เราก็ไม่มือเปล่า ซ้ายก็ลูกคนหนึ่ง ขวาก็ลูกอีกคนหนึ่ง อีกคนต้องอุ้ม อีกคนก็ยังต้องจูง เพราะฉะนั้นมันจะไปไหนกันไม่ได้ และอาจจะล้มกันทั้งหมด ทุกอย่างต้องถึงจุดที่ต้องเคลียร์'' ผู้สื่อข่าวถามว่าก่อนหย่าเหมือนความสัมพันธ์ของครอบครัวดีขึ้น มีรูปไปทานข้าวกันในวันเกิดลูก ตุ๊กตอบทันทีว่า แม้จะหย่าร้างไปแล้วแต่เชื่อว่าวันเกิดลูกทุกปีก็จะมีภาพเช่นนี้ออกมา พร้อมแก้ต่างให้หนุ่มบ๊วยถึงประเด็นรักลูกไม่เท่ากันว่าไม่เชื่อ พ่อแม่ทุกคนรักลูกเท่ากัน รับเห็นใจฝ่ายชาย ''จากภาพวันเกิดน้อง ตุ๊กเชื่อว่าวันเกิดน้องปีต่อไป ภาพก็ยังเป็นอย่างนั้น เชื่อว่าจะเป็นแบบนั้น วันเกิดลูกเราก็ยังต้องเป็นพ่อเป็นแม่เพราะฉะนั้นกิจกรรมยังต้องดำเนินอยู่ ยังต้องทำ เราก็อยากทำด้วย ตุ๊กไม่เชื่อว่าพ่อแม่จะรักลูกไม่เท่ากันค่ะ ตุ๊กเชื่อว่าลูกทั้ง 2 ซึมซับความรักจากพี่บ๊วยได้'' (ประเด็นที่บ๊วยตอบว่ารักลูกไม่เท่ากัน ?) ''ตุ๊กไม่เชื่อว่าจะเป็นแบบนั้น บางครั้งการถูกสัมภาษณ์ คนที่ถูกสัมภาษณ์ก็จะกังวลหลายอย่างและทุกอย่างมันเร็ว พะวักพะวนก็มีความเครียดความกดดัน น่าจะเป็นการพูดแบบเร็วมากกว่า น่าจะไม่ได้หมายความแบบนั้นชัดๆ น่าจะหมายความคนละแบบ'' (บ๊วยโดนโจมตีประเด็นรักลูกไม่เท่ากัน ?) ''ก่อนหน้านี้ตุ๊กน่าจะเป็นคนที่สนิทที่สุดและก็ผูกพันกันมากเพราะฉะนั้นอะไรที่เขาไม่สบายใจ ตุ๊กก็น่าจะรู้สึกไม่สบายใจนะ อาจจะใช้คำว่าเห็นใจหรือเปล่า ตุ๊กก็ไม่สบายใจ อยากเห็นเขามีความสุข ไม่อยากให้รู้สึกแบบนี้และก็น่าจะเป็นทุกชีวิต มีเรื่องราว เป็นช่วงที่มันต้องเกิดขึ้น'' ผู้สื่อข่าวถามต่อข่าวว่าวันหย่าตุ๊กเป็นลมจนเข้าโรงพยาบาล ตุ๊กรับเป็นลมจริงแต่ไม่ใช่หย่าแล้วเป็นลม พร้อมแจงเรื่องสินสมรส เรื่องบ้านว่ายังไม่ชัดเจน ถ้าขายคงต้องย้ายออกหรือไม่ก็หนุ่มบ๊วยอาจจะมีความประสงค์ยกให้ลูก ไม่ยุ่งหากฝ่ายชายจะแต่งงานใหม่ ''จริงๆ แล้วไปอยู่โรงพยาบาลจริงๆ และก็อย่างที่พี่บ๊วยบอกพี่นัดตรวจสุขภาพ เรื่องเป็นลมมันมีบ้างอยู่แล้วในระหว่าง เพราะตุ๊กก็เป็นโรคไมเกรน โรคอะไรบ้าง แต่สรุปแล้ววันนั้นไม่ได้หย่าแล้วเป็นลม อาจจะสื่อสารกันผิด'' (เรื่องสินสมรส การดูแลลูก ?) ''ตุ๊กก็รับดูแลลูกเป็นหลักและก็เรื่องทรัพย์สินต่างๆ สินสมรสก็ปฏิบัติกันและทำตามที่เราตกลงกันไว้ตามนั้น ส่วนบ้านก็อาจจะต้องใช้วิธีนั้น ทุกคู่ก็ต้องจัดการเรื่องสินสมรส ถ้าสมมติว่าบ้านถูกขายจริงๆ ก็คงต้องย้ายออกไป เพราะว่าขายไปแล้ว ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนอะไร ถ้าเป็นไปได้ ตอนนี้บ้านพี่บ๊วยเป็นคนผ่อนเพียงผู้เดียว ถ้าเป็นไปได้ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย เขาก็มีความประสงค์จะยกให้ลูก'' (บ๊วยสามารถแต่งงานมีครอบครัวใหม่ ตุ๊กโอเคไหม ?) ''ก็คงไม่ได้อยู่ที่การตัดสินใจของตุ๊กอยู่แล้ว โอหรือไม่โอไม่ได้อยู่ในสิทธิของตุ๊ก'' ต่อข้อซักถาม...ว่าข่าวตุ๊กจะพาลูกๆ ไปต่างประเทศ ไปอยู่เลยหรือไปพักใจ ตุ๊กปัดไปพักใจแค่ไปเที่ยวตามปกติที่เคยไป เชื่อลูกๆ จะเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น ''ไปเที่ยวตามปกติที่ไปอยู่ประจำค่ะ จะไปอาทิตย์กลางคืนนี้แล้ว ไปกับครอบครัว ไปเที่ยวค่ะไม่ได้ไปพักใจ ปกติเราก็จะไปกันอยู่แล้ว ครั้งนี้ก็จะไปเกาหลี ไปประมาณ 6 วันไม่ได้หนีไปพักใจ ข่าวไม่ใช่น้ำท่วมหนีไม่ได้ ไม่มีที่ไหนในโลกที่หนีได้'' (เตรียมคำตอบให้ลูกๆ แล้วหรือยัง ?) ''ยังไม่รู้ว่าเขาจะรู้เพิ่มแค่ไหน เขาอาจจะรู้ไปโดยปริยาย โดยที่เราไม่ต้องอธิบายก็ได้ จริงๆ แล้วไม่ได้มีอะไรปิดบัง อธิบายให้เหมาะสมกับวัยของเขาและก็รวมถึงเรื่องข่าวด้วย ขอความกรุณา ถ้าเกิดครั้งนี้จะเป็นแค่ครั้งเดียว เขาเองก็มีอาการบ้าง มันก็มีส่วน ก็มีทั้งเรื่องนี้และเรื่องน้องด้วย เขาก็อาจจะต้องปรับตัวหลายๆ อย่าง เขาอาจจะมีอาการรู้สึกจะอาเจียน ปวดท้องบ้าง ในใจเขาก็คงแกว่งบ้างแต่ทุกอย่างก็เป็นหน้าที่ของพ่อและแม่ที่จะทำให้เขารู้สึกดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ จริงๆ แล้วไม่ได้ทำอะไรเลย ทำปกติแต่เราก็ไม่ลืมที่จะใส่ใจ ไม่ละเลย'' พร้อมกันนี้ สาวตุ๊กได้ฝากถึงคนที่เป็นห่วงใยเธอกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและพร้อมเป็นกำลังใจให้เธอว่า ''อันนี้อยากฝากเลยค่ะ ขอบคุณที่ให้โอกาส จริงๆ แล้ว อันดับแรกต้องขอโทษจริงๆ ที่เรื่องราวมันยืดยื้อมานาน หลายๆ คนที่ลุ้น ก็ขอบคุณที่ลุ้น เอาใจช่วยหรือเป็นกำลังใจให้ ครั้งนี้สอนให้ตุ๊กรู้ว่าความรักของคน 2 คนมันจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่มันเกิดความรักในมุมมองต่างเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย ทั้งเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันตั้งนานส่งกำลังใจมาให้หรือเพื่อนที่สนิทกันอยู่แล้วก็รู้ว่าเขารักเราจริงๆ รวมถึงเพื่อนที่เราไม่รู้จักเลย รวมถึงโลกไอทีด้วย ต้องขอบคุณนะคะที่เป็นกำลังใจให้ เอ็นดูลูกของตุ๊กทั้ง 2 ก็เอาใจช่วยครอบครัวเรา ขอบคุณจริงๆ ประทับใจและซึ้งใจจริง ขอบคุณมากๆ ค่ะ'' ตุ๊ก กล่าวด้วยสีหน้าซึ้งใจ

www.siamsport.co.th

รมว.สาธารณสุข ส่งทีมแพทย์ชำนาญช่วยเขมร โรคมือเท้าปาก

รมว.สาธารณสุข เผยพร้อมส่งทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้การช่วยเหลือประเทศกัมพูชา ควบคุมโรคมือเท้าปาก ชี้ส่งผลดีต่อทั้งสองประเทศ ระบุในไทยยังไม่อันตราย...เมื่อวันที่ 13 ก.ค.นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ของโรคมือเท้าปากของประเทศไทยว่า การพบผู้ป่วยในหลายพื้นที่ในประเทศไทยขณะนี้ เป็นภาวะปกติของการเจ็บป่วยที่พบได้ แต่จำนวนไม่ได้มากผิดปกติ แต่ได้กำชับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดให้เฝ้าระวังเข้มงวดเป็นพิเศษ เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านยังพบผู้ป่วยโรคนี้ โดยเชื้อที่พบมีความแตกต่างกัน ยืนยันว่ามาตรการของไทยดีทั้งระบบเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกันโรค จำกัดพื้นที่ไม่ให้แพร่กระจายอย่างได้ผล เช่น มาตรการ ปิดชั้นเรียน ปิดโรงเรียน เป็นต้น และการดูแลรักษาผู้ป่วยอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ยังไม่พบผู้เสียชีวิตในปีนี้ นายวิทยา กล่าวต่อว่า ในส่วนโรคมือเท้าปากที่กำลังเป็นปัญหาของประเทศกัมพูชาขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขไทย พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในการควบคุมป้องกันโรค รวมทั้งการตรวจวิเคราะห์เชื้อ และการรักษา ยา เวชภัณฑ์ที่จำเป็น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทั้ง 2 ประเทศ ในการควบคุมป้องกันโรคร่วมกัน หากได้รับการประสานจากกัมพูชา ทั้งผ่านทางรัฐบาลหรือผ่านทางองค์การอนามัยโลก ที่ผ่านมาไทยและกัมพูชามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และมีความร่วมมือด้านสาธารณสุขของทั้ง 2 ประเทศอยู่แล้ว "ฝากประชาชนไม่ให้วิตกกังวลจนเกินไป โรคมือเท้าปาก หากผู้ปกครองดูแลความสะอาดและสุขอนามัยบุตรหลานให้รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ร้อน ใช้ช้อนกลาง และล้างมือบ่อยๆ ก็จะช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคเป็นอย่างดี และไม่ถึงกับเสียชีวิตแน่นอน" นายวิทยา กล่าว.

www.thairath.co.th

เอไอเอ ใจปล้ำ ยื่นมือช่วยเด็กปากแหว่งเพดานโหว่

ในแต่ละปีมีเด็กไม่ต่ำกว่า 2,500 คนในประเทศไทย ที่เกิดมาพร้อมความพิการด้วยโรคปากแหว่งเพดานโหว่ ซึ่งเป็นความพิการบนใบหน้า หรือจากสถิติข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ในเด็กเกิดใหม่ทุก 500 คนจะมีเด็กที่มีความพิการด้วยโรคดังกล่าว 1 คน การผ่าตัดในเวลาเพียงประมาณ 60 นาที และค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดต่อครั้งเพียง 15,000 บาท จะสามารถเปลี่ยนชีวิตของเด็กเหล่านี้ หลุดพ้นจากที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากปัญหาต่างๆ รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางอารมณ์ และการพัฒนาการทางร่างกาย เพราะเด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้อย่างสะดวก จนอาจเป็นสาเหตุขาดสารอาหารที่จำเป็น และเป็นที่มาของการเจ็บป่วย ไม่สามารถโตเต็มวัยได้ ที่สำคัญการไม่เป็นที่ยอมรับทางสังคม โดนเพื่อนล้อ ทำให้เกิดความทุกข์ใจมากกว่าความพิการบนใบหน้าด้วยซ้ำ ดังคำว่าที่ "ปากของฉันที่แหว่ง แต่กลับเจ็บปวดที่หัวใจ" แต่ถ้าหากพวกเขาได้รับการผ่าตัดแก้ไขใบหน้า ก็จะทำให้เขากลับมามีชีวิตปกติได้เหมือนเด็กคนอื่นๆ ทั่วไป โครงการ Operation Smile Thailand หรือมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม เป็นโครงการที่เข้ามาช่วยเหลือเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ ให้มีโอกาสผ่าตัดได้เร็วขึ้น ซึ่งบริษัท เอไอเอ ประเทศไทย ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเด็กๆ กลุ่มนี้ ผ่านโครงการ "เอไอเอ สร้างรอยยิ้ม" ผ่านทางมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ตั้งแต่ปี 2547 หรือในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา แต่ในปี 2555 ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการปีที่ 9 การดำเนินโครงการได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "เอไอเอ 85 รอยยิ้ม" ม.ล.จิรเศรษฐ์ ศุขสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า การดำเนินโครงการช่วยเหลือผ่าตัดเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ พิเศษกว่าปีก่อนๆ ตรงที่ในปีนี้มีจุดประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสเจริญพระชนมพรรษาครบ 85 พรรษา ซึ่งทางเอไอเอจะมอบเงิน จำนวน 1.7 ล้านบาท ในการผ่าตัดเด็กผ่านโรงพยาบาลพระพุทธชินราช จ.พิษณุโลก และโรงพยาบาลมหาราช จ.นครศรีธรรมราช แห่งละ 85 ราย "ที่ผ่านมาเรายึดนโยบายสำคัญในการช่วยเหลือสังคม ในปณิธาน "Healthy Living" ที่ปฏิบัติกันทุกประเทศ และโครงการเอไอเอสร้างรอยยิ้ม ได้มอบรอยยิ้ม ชีวิตใหม่ให้กับเด็กปากแหว่งเพดานโหว่แล้วจำนวน 1,600 ราย ภายใต้เงินสนับสนุนกว่า 16 ล้านบาท และปีนี้เรายังคงเดินหน้าสร้างรอยยิ้มให้กับเด็กๆ ที่มีปัญหาต่อไป มอบรอยยิ้มให้กับเขา ให้หายจากความทนทุกข์ คืนความมั่นใจให้กลับมา เปรียบเสมือนการเปลี่ยนชีวิตและนำรอยยิ้มสู่บุคคลเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์" ม.ล.จิรเศรษฐ์กล่าว ยังไม่มีข้อสันนิษฐานที่แน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคปากแหว่งเพดานโหว่ในเด็ก แต่ตามหลักการแพทย์ระบุว่า โรคปากแหว่งเพดานโหว่เกิดจากการก่อตัวของเนื้อเยื่อในช่วงก่อนแรกเกิดที่ไม่สมบูรณ์ พญ.พัลลภา วงศ์วนากุล แพทย์ด้านศัลยกรรมตกแต่ง โรงพยาบาลพระพุทธชินราช กล่าวว่า สาเหตุของโรคมีหลายปัจจัยอย่างแรกอาจมาจากพันธุกรรม การขาดสารอาหารสำคัญ เช่น โฟลิก ระหว่างแม่ตั้งท้อง หรือการได้รับสารเคมีบางชนิด "นอกจากนี้ยังมีปัญหาแม่บางคนในชนบทไม่มาฝากท้อง ทำให้ไม่ได้รับการตรวจว่าขาดสารอาหารอะไรบ้างระหว่างช่วงตั้งครรภ์ เช่น ถ้าพบว่าขาดโฟลิก ก็อาจจะมีการให้อาหารเสริมเข้าไป "พญ.พัลลภากล่าว และในการผ่าตัดแก้ไขปัญหา เด็กบางคนจะต้องผ่าตัดไม่ต่ำกว่า 3-4 ครั้ง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความพิการ ซึ่งทางเอไอเอจะรับผิดชอบในการผ่าตัดทุกครั้ง จนกว่าเด็กคนนั้นจะหายเป็นปกติ ช่วงอายุเด็กๆ ที่ผ่าตัดแล้วได้ผลดีก็คือช่วงอายุยังน้อย เช่น ถ้าพบตั้งแต่แรกเกิด ก็จะให้มีอายุ 4 เดือนขึ้นไปถึงจะผ่าตัดได้ หรือถ้ามารักษาตอนโต ก็ยังสามารถผ่าตัดแก้ไขปัญหาได้เช่นกัน" พญ.พัลลภากล่าว จากสถิติในไทยยังพบอีกว่า อัตราเด็กที่เป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่มักจะเกิดในแถบภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ที่มีฐานะยากจน แม้จะมีช่องทางในการใช้สิทธิ์โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในการผ่าตัดแก้ไขได้ แต่ก็ต้องรอคิวเป็นเวลานาน ดังนั้นการมีโครงการจากเอไอเอ และมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม จึงเป็นช่องทางที่ทำให้เด็กๆ เข้าถึงการผ่าตัดได้รวดเร็วขึ้น ไม่ต้องรอคิวนาน โดยเฉพาะในคนที่อยู่ห่างไกล โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าเดินทาง ค่าที่พักและอาหารให้กับผู้ปกครองของเด็กๆ ด้วย "น้องหนึ่งเดียว" ทารกน้อยวัย 7 เดือน เป็นหนึ่งในเด็กที่เข้าร่วมโครงการ "เอไอเอ 85 รอยยิ้ม" ที่ รพ.พระพุทธชินราช คุณแม่น้องเดียวเล่าว่า พบว่าน้องพิการตั้งแต่แรกเกิด นอกจากปากแหว่งแล้วน้องยังมีปัญหาเพดานโหว่ ทำให้ดูดนมแล้วสำลัก กินนมเองไม่ได้ ต้องใช้สายสอดเข้าไปเพื่อให้น้ำนม นอกจากนี้น้องยังงอแงเรื่อยๆ ที่ผ่านมาน้องเดี่ยวผ่าตัดไปแล้ว 1 ครั้ง แต่จะต้องมีการผ่าอีก 2-3 ครั้ง โดยเฉพาะตรงเพดานที่โหว่ อาจจะต้องรอให้น้องโตกว่านี้ "และดีใจมากที่น้องได้รับความช่วยเหลือจากโครงการนี้ เพราะตอนแรกเราก็ตกใจ กลัวน้องจะไม่ปกติเหมือนคนอื่น แต่พอผ่าตัดแล้วเชื่อว่าน้องจะกลับมาปกติเหมือนคนทั่วไป" คุณแม่น้องหนึ่งเดียวกล่าว.

www.thaipost.net

ยูโรป่วน อุสหกรรมสิ่งทอ ติดลบแล้ว 9.2%

ฐานการวิเคราะห์ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่ประเมินว่าวิกฤติในระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศยุโรป กำลังจะเป็นปัจจัยลบไม่มากก็น้อยที่มีผลมาต่อภาคการส่งออกของไทย โดยสาขาของอุตสาหกรรมที่อยู่ในกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบประกอบด้วย อัญมณี, อาหาร, สิ่งทอ-เครื่องนุ่งห่ม โดยสัญญาณที่สะท้อนกลับมาในระบบเศรษฐกิจในขณะนี้นั่นก็คือ การชะลอคำสั่งซื้อของประเทศผู้นำเข้า โดยอุตสาหกรรมสิ่งทอมียอดส่งออกติดลบแล้ว 9.2% ในครึ่งปีแรก และมีโอกาสที่จะไต่ไปถึง 15% เมื่อถึงปลายปี

ที่มาของการถดถอยดังกล่าว เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรปทั้งสิ้น เนื่องจากหลังเกิดปัญหาในยุโรปทำให้ประเทศคู่สัญญาเหล่านี้ หันไปซื้อสินค้าที่ถูกลงทั้งจากเวียดนาม, กัมพูชา, จีน, บังกลาเทศ ซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งของไทยอยู่แล้ว ในขณะที่ข้อจำกัดของไทยก็คือต้นทุนการผลิตสินค้าสูงกว่าผู้ผลิตในภูมิภาค โดยมีแรงสนับสนุนมาจากค่าแรงในภาคอุตสาหกรรม ส่วนการตั้งรับของรัฐบาลต่อวิเศรษฐกิจยุโรปนั่นก็คือ

การให้ความสำคัญรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจภาพรวมให้เข้มแข็ง ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพ เร่งหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดยุโรป จัดอบรมเพิ่มทักษะและพัฒนาฝีมือแรงงานให้นักศึกษาจบใหม่ ดูแลอุตสาหกรรมรายกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ ทั้งกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยปล่อยสินเชื่อเสริมสภาพคล่องวงเงิน 1 แสนล้านบาท และตั้งวงเงินค้ำประกันการส่งออกอีก 4 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับความเสี่ยงจากการส่งออกไปยุโรป

กล่าวสำหรับความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการต่อการที่จะรักษาโอกาสทางธุรกิจของตนเองก็คือ การพากันย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งกัมพูชา ลาว และพม่า ที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยขณะนี้พบว่ามีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจากผู้ประกอบการรวม 15 ราย ที่มีบทบาทในการเป็นผู้รับจ้างผลิตชุดกีฬาในระดับสากล ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้างโรงงาน ขณะที่การปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ในปี 2556 ก็จะยิ่งกระตุ้นให้ผู้ประกอบการปิดตัวลง โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ที่จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากภาคการขนส่ง

"วิกฤติเศรษฐกิจยูโรที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบมาถึงคำสั่งซื้อสินค้าพอสมควร เมื่อเปรียบเทียบกับยอดขายปีที่ผ่านมา โดยพบว่ามีสัญญาณที่บ่งชี้ว่าในไตรมาส 2-3 การส่งออกของบริษัทจะปรับตัวลดลงเฉลี่ย 10-15%" อดิศักดิ์ อังศรีประเสริฐ กรรมการบริหารฝ่ายผลิต บริษัทเอ็นเค แอพพาเรล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกเสื้อผ้ากีฬารายใหญ่รายหนึ่งของประเทศ ที่ตั้งโรงงานอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวและว่า บริษัทเอ็นเค แอพพาเรล ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากลูกค้าหลักของบริษัทคือยุโรปมีสัดส่วนสูงถึง 50% รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา 45% และที่เหลือเป็นประเทศในเอเชียคือจีนและญี่ปุ่น

"ปัญหาที่เกิดขึ้นกับยุโรปในขณะนี้ ลูกค้ามองว่ากระทบยาวแน่นอน และจากการประเมินผ่านข้อมูลข่าวสารน่าจะกระทบในระยะที่ยาวนานเช่นกัน จึงได้มีการปรับเปลี่ยนแผนการขายลดลง โดยก่อนหน้ามีการตั้งเป้ายอดขายในปี 2015 ไว้จำนวน 400 ล้านชิ้น ต้องตัดลดลงเหลือ 300 ล้านชิ้น ลดลงกว่า 25%สำหรับโรงงานของบริษัทที่มี 7 แห่งทั่วประเทศ กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหลัก นอกจากจะเผชิญผลกระทบเศรษฐกิจยุโรปแล้ว ยังได้รับผลกระทบต้นทุนจากค่าแรงที่ปรับขึ้นอีกด้วย ดังนั้น เพื่อให้สามารถคงการผลิตได้ตามยอดการสั่งซื้อ ก็คงต้องเร่งขยายตลาดเพิ่มขึ้น" อดิศักดิ์ กล่าว

"รัฐบาลต้องไม่วางใจ ต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะรับมือกับวิกฤติที่อาจจะคุมไม่อยู่ เชื่อว่าปีหน้าหนักแน่นอน แม้ว่าผู้ส่งออกจะตั้งรับอยู่แล้ว แต่ถ้ารัฐบาลไม่รีบเตรียมตัวรับมือ หาทางป้องกัน โอกาสที่จะกระทบเป็นลูกโซ่ก็คงไม่สามารถเลี่ยงได้ ซึ่งน่าเป็นห่วงที่สุด เพราะขณะนี้ตัวเลขหนี้ที่รัฐบาลไปกู้มาเพื่อใช้กับโครงการประชานิยมสูงมากถึงหลัก 2 ล้านล้านแล้ว ถ้าวิกฤติขยายประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบที่รุนแรงยิ่งขึ้น" วิฑูรย์ กมลนฤเมธ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น กล่าว

สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ช.ทวีดอลลาเซียน จำกัด ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ กล่าวว่า วิกฤติยุโรปในระยะนี้ยังไม่กระทบต่อธุรกิจส่งออกโลจิสติกส์ของบริษัท แต่ก็ต้องเฝ้าระวังโดยเฉพาะค่าเงิน

"บริษัทไม่ได้ส่งสินค้าไปยุโรปโดยตรง แต่ลูกค้าสำคัญอยู่ที่ตะวันออกกลาง ซึ่งก็วางใจไม่ได้ทีเดียวต้องดูการแก้ปัญหาอีกระยะหนึ่ง ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้นก็จะส่งผลต่อประเทศในกลุ่มลูกค้า เพราะความเชื่อมโยงกันในระบบเศรษฐกิจ" สุรเดช กล่าว

"ผลกระทบจากวิกฤติยูโรในระยะนี้กระทบบ้างแต่ถือว่าน้อยมาก ยอดออเดอร์สินค้าเกษตรประเภทไก่สด อาหารสัตว์ ลดลงเล็กน้อย แต่สำหรับผู้ประกอบการอื่นๆ ที่มีออเดอร์ระยะยาวทั้งกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องหนังรองเท้า เครื่องนุ่งห่ม ในระยะ 3-4 เดือน ยังคงส่งได้ปกติ แต่ออเดอร์ลอตต่อไปทราบว่าลดลงแล้ว" อธิคม ตันติวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการส่งออกภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ความเห็น

เศรษฐกิจไทยในรอบปี 2554 เผชิญมรสุมที่รุนแรงจากภัยพิบัติน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทั่วทุกภูมิภาค จนทำให้ฐานการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเผชิญกับการถดถอย เนื่องจากไม่สามารถคืนการผลิตให้กลับเข้าสู่ระบบได้ตามปกติ การขยายตัวของตัวเลขในระบบเศรษฐกิจซึ่งอยู่ที่ 0.3% ในไตรมาสแรก สวนทางกับการคาดหวังให้เกิดการขยายตัวที่ 2% โดยกระทรวงการคลัง เมื่อเผชิญเข้ากับปัจจัยลบจากวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป ย่อมเป็นสัญญาณเตือนที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

 


www.komchadluek.net

วิช่า จัดโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับฟุตซอลโลก

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. เวลา 14.00 น. ที่ผ่านมา ณ รร.อินเตอร์ คอนติเนนตัล ได้มีการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์การแข่งขัน ฟีฟ่า ฟุตซอล เวิลด์ คัพ ไทยแลนด์ 2012 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในช่วงปลายปีนี้ โดยมีทาง วีซ่า ผู้สนับสนุนการจัดการแข่งขันร่วมโปรโมทพร้อมกับเตรียมมอบโอกาสพิเศษให้ผู้ถือบัตรวีซ่า

โดยมีทางด้านของ สมบูรณ์ ครบธีรนนท์ ผู้จัดการวีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศไทย และ วรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงข่าวในงานครั้งนี้ ซึ่งในงานได้กล่าวถึงการเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนของวีซ่า ในการเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการแข่งขันฟุตซอล เวิลด์ คัพ ไทยแลนด์ ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

โดยมีการแข่งขันในวันที่ 1- 18 พ.ย. นี้ ซึ่งจะประกอบไปด้วย 24 ทีมชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลก โดย วีซ่า ได้ร่วมกับสถาบันการเงินชั้นนำต่างๆ เข้ามาสนับสนุนในการแข่งขัน ซึ่งจะมีการมอบโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษให้กับผู้ที่ถือบัตรวีซ่า

นอกจากนี้ยังได้มีการเปิดตัวทูตประจำการแข่งขันทัวร์นาเมนต์นี้ โดยเป็นทางด้านของ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย และ "บาส" สมรักษ์ คำสิงห์ นักชกเหรียญทองโอลิมปิกคนแรกของประเทศไทย ซึ่งการแข่งขันจะมีทั้งหมด 52 แมตช์ ร่วม 4 สนามที่จะใช้ทำการแข่งขัน

ประกอบไปด้วย สนามกีฬาแบงค็อก ฟุตซอล อารีน่า, อินดอร์ สเตเดี้ยม หัวหมาก, สนามกีฬานิมิบุตร และสนามชาติชายฮอลล์ ที่ จ.นครราชสีมา โดยบัตรราคาเข้าชมเริ่มที่ 100 บาทถึง 900 บาท ซึ่งในส่วนของผู้ถือบัตรวีซ่าจะสามารถใช้สิทธิพิเศษในการซื้อตั๋วเข้าชม พร้อมสามารถรับส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์จากราคาปกติ

ซึ่งสามารถเปิดโอกาสให้เฉพาะผู้ถือบัตรวีซ่ามีสิทธิ์ในการจับจองตั๋วได้ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. เป็นต้นไป ทาง www.fifa.com/thailand2012 หรือไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา และสามารถสอบถามได้ที่ 0-2262-3456

ทางด้าน สมบูรณ์ ครบธีรนนท์ ผู้จัดการวีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า "เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า กีฬาฟุตซอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก และประเทศไทยก็ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ เราจึงต้องการที่จะประชาสัมพันธ์ให้เกิดความตื่นตัวก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้น

ซึ่งแฟนบอลที่ใช้บัตรวีซ่าสามารถใช้สิทธิพิเศษในการจับจองตั๋วได้ก่อนใคร โดยมหกรรมกีฬาครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งงานที่ยิ่งใหญ่และน่าจะได้รับการตอบรับจากชาวไทยได้อย่างล้นหลาม"
ขณะที่ทางด้าน วรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า "ฟีฟ่า ฟุตซอล เวิลด์ คัพ ที่ประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าภาพเพื่อให้คนไทยได้สัมผัส นับเป็นอีกหนึ่งการแข่งขันที่ได้รับการสนับสนุนจากความร่วมมือกันในระดับนานาชาติกับทางวีซ่า ซึ่งในโอกาสพิเศษนี้ตั๋วเข้าชมทั้ง 52 แมตช์ใน 27 วันจะทำการเปิดขายทั้งสิ้น 1.8 แสนใบ

โดยเฉพาะผู้ถือบัตรวีซ่าก็จะได้สิทธ์ก่อนใคร โดยตั๋วมีราคาเริ่มต้นที่ 100 บาทถึง 900 บาท ทางวีซ่าและคณะกรรมการจัดการแข่งขัน (loc) มีความหวังเป็นอย่างดีที่จะได้รับการตอบรับในการเข้าชม และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์สำคัญของประเทศไทย"

"ส่วนในการพิจารณาทูตประจำการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ฟุตซอล เวิลด์ คัพ ไทยแลนด์ นี้ อย่าง "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง และ สมรักษ์ คำสิงห์ ก็ได้มีเกณฑ์ในการพิจารณา ซึ่งถือว่าทั้งสองคนค่อนข้างเป็นบุคคลสำคัญของประเทศ

โดย "ซิโก้" ในยุคสมัยหนึ่งก็เป็นนักฟุตบอลที่ได้รับการยอมรับในประเทศไทยและในระดับเอเชีย ขณะที่ สมรักษ์ คำสิงห์ ก็เป็นบุคคลที่ประชาชนชาวไทยชื่นชอบและยังเป็นนักชกเหรียญทองคนแรกของประเทศไทยในการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเกมส์"



www.siamsport.co.th

โตโยต้า มอเตอร์ เตรียมจัดงาน “Toyota Hybrid Expo 2012” ทั่ว 5 จังหวัด

นายวิเชียร เอมประเสริฐสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยถึงการจัดงานแสดงเทคโนโลยีไฮบริดเต็มรูปแบบ สู่สาธารณชนทุกภูมิภาค 5 จังหวัดทั่วประเทศ ในงาน “Toyota Hybrid Expo 2012” ระหว่างเดือนนี้จนถึงเดือนพฤศจิกายน ศกนี้ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีไฮบริดเพื่อสิ่งแวดล้อม ด้วยยอดจำหน่ายรถยนต์ไฮบริดกว่า 4 ล้านคันทั่วโลก

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้แนะนำเทคโนโลยี Hybrid Synergy Drive สู่ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก ในรถยนต์ คัมรี ไฮบริด เมื่อปี 2552 โดยได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในระยะเวลาอันสั้น จากนั้นในปี 2553 โตโยต้าจึงได้แนะนำรถยนต์ไฮบริด “โตโยต้า พริอุส” เข้าสู่ตลาดเพื่อเป็นการตอบรับกระแสความนิยมของเทคโนโลยีไฮบริดในขณะนั้น มาจนถึงในปีนี้ โตโยต้าได้แนะนำรถยนต์เทคโนโลยีไฮบริดเพิ่มเติมอีก 2 รุ่น ได้แก่ พริอุส ซี และ อัลฟาร์ด ไฮบริด เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นและความใส่ใจในด้านเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของโตโยต้า

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด นำทุกคนร่วมเดินทางสู่โลกการขับขี่แห่งอนาคตกับการจัดงานแสดงเทคโนโลยีไฮบริดเต็มรูปแบบ “Toyota Hybrid Expo 2012…The Intelligent Drive for Tomorrow” เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีไฮบริดของโตโยต้า และสื่อสารให้ลูกค้าและสาธารณชนทั่วไปได้มีความรู้ความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นเกี่ยวกับระบบไฮบริด เทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะแห่งอนาคต ที่ให้สมรรถนะอันดีเยี่ยม ห้องโดยสารที่เงียบสงบ ประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวคิดในการพัฒนายานยนต์ที่โตโยต้าใส่ใจและให้ความสำคัญมาโดยตลอด

งานแสดงเทคโนโลยีไฮบริด “Toyota Hybrid Expo 2012” จะจัดขึ้นใน 5 จังหวัด ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต ขอนแก่น และเชียงใหม่ ภายในงานมีการจัดแสดงเทคโนโลยีไฮบริด ผ่านสื่อ Interactive ในรูปแบบต่างๆ ท่ามกลางธีมบรรยากาศของป่าแห่งอนาคตที่สุดล้ำเหนือจินตนาการ โดยแบ่งออกเป็น 5 โซน ประกอบด้วย

โซน Why Hybrid นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในยุคปัจจุบัน ผ่านทางอุโมงค์ 4 มิติ ในรูปแบบของแสง สี เสียง และหมอกควัน ที่จะแสดงให้เห็นถึงปัญหามลภาวะในปัจจุบันซึ่งเกิดจากการกระทำของมนุษย์ พร้อมทั้งอธิบายถึงเทคโนโลยีไฮบริด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกที่สามารถมีส่วนช่วยในการลดมลภาวะและรักษาสิ่งแวดล้อมได้

โซน History of Toyota Hybrid นำเสนอข้อมูลผ่านทางวิดีโอกราฟฟิกที่แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา และวิวัฒนาการของเทคโนโลยีไฮบริด ตลอดจนความสำเร็จของรถยนต์โตโยต้าไฮบริด นับตั้งแต่เริ่มแนะนำเข้าสู่ตลาดโลกเป็นครั้งแรกในปี 2540 จนถึงปัจจุบัน

โซน Hybrid Technology นำเสนอข้อมูลผ่านทางสื่อผสมระบบสัมผัส เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำงานของระบบไฮบริด พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่น และการรับรู้ถึงประโยชน์ของระบบไฮบริด แสดงให้เห็นถึงวิธีการทำงานอย่างชัดเจนของระบบไฮบริด ผ่านทางจอสัมผัส และ PRIUS Cut Body, นำเสนอลักษณะเด่นของระบบไฮบริดของโตโยต้า และไฮบริดระบบอื่นๆ, นำเสนอคุณประโยชน์ 4 ข้อหลักของระบบไฮบริด อันได้แก่ สมรรถนะที่ดีเยี่ยม ห้องโดยสารที่เงียบสงบ ประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, มีการสาธิตเพื่อพิสูจน์คุณภาพและความทนทานของแบตเตอรี่ไฮบริดที่ผ่านการใช้งานมาแล้วกว่า 200,000 กิโลเมตร โดยผู้เชี่ยวชาญจากฝ่ายข้อมูลเทคนิคของโตโยต้า และรับชมวิดีโอสาธิตการนำรถไฮบริดแช่น้ำเพื่อพิสูจน์ความทนทานและความปลอดภัยของแบตเตอรี่ไฮบริด และบอร์ดนำเสนอความคิดเห็นของเหล่าบรรดาเซเลบริตี้และดาราทั้งไทยและต่างประเทศที่เป็นผู้ใช้จริง และเป็นเจ้าของรถยนต์โตโยต้าไฮบริด

โซน Experience the Hybrid นำเสนอจุดขายของรถยนต์ไฮบริดในรูปแบบต่างๆ อาทิ Hybrid Corner, Camry X-Ray, PRIUS LED Wall Display พร้อมชม สัมผัส ทดลองขับ และเลือกเป็นเจ้าของยนตรกรรมไฮบริดทุกรุ่นของโตโยต้า ด้วยเงื่อนไขพิเศษโดนใจภายในงาน

โซน Entertainment ตื่นตาตื่นใจกับโชว์การแสดงต่อสู้แห่งอนาคตระหว่างคนกับหุ่นยนต์ “Orientarhythm” จากประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในไทย พร้อมร่วมสนุกกับมินิคอนเสิร์ตจากเหล่าศิลปินดัง ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ พร้อมลุ้นรับของรางวัลพิเศษมากมายภายในงาน

งาน “Toyota Hybrid Expo 2012” มีขึ้นแล้ว ที่ สกายฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว จนถึงวันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคมนี้



www.banmuang.co.th

ตลาดหุ้น เอกชนหวังความสงบทางการเมือง ชี้วัดการลงทุน

ตลาดหุ้นไทยเด้งรับคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ ปิดตลาดบวก 17.16 จุด ขณะที่เอกชนหวังเสถียรภาพทางการเมือง ระบุ เป็นตัวชี้วัดการลงทุน ด้านสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ หวั่นความวุ่นวายการเมืองไม่ยุติลงง่ายๆ ขณะที่สมาคมแบงก์ไทยวอนทุกฝ่ายเคารพคำตัดสิน มองผลประโยชน์ชาติร่วมกัน เลิกคิดเอาชนะ-แพ้

นายวิรไท สันติประภพ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนา “15 ปี วิกฤติ 2540 ประเทศไทยอยู่ตรงไหน” ว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังติดกับดัก 3 เรื่อง คือ 1.กับดักนโยบายประชานิยม ที่มาคู่กับระบบอุปถัมภ์ ซึ่งนโยบายประชานิยมเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นตามข้อเรียกร้องของชุมนุม แต่ไม่ได้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่อันดับความสามารถทางการแข่งขันของไทยในต่างประเทศ ลดลงต่อเนื่อง 3 ปี ซึ่งหากคนไทยและรัฐบาลยังติดกับดักประชานิยมต่อเนื่อง อาจจะทำให้ประเทศขาดวินัยทางการคลัง เนื่องจากรัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อมาใช้ในโครงการประชานิยม และขาดงบประมาณในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสามารถของประเทศ

2.การที่ประเทศไทยผูกติดกับประชานิยม ทำให้ประเทศไทยไม่หลุดออกจากกับดักการเป็นประเทศรายได้ชั้นกลาง ในขณะที่ประเทศเกาหลีใต้ ที่ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 เหมือนกับไทย มีรายได้ประชาชาติสูงกว่าไทยมาก ส่วนกับดักสุดท้าย คือ ปัญหาคอรัปชั่น ที่มีความรุนแรงมากขึ้น และเป็นปัญหาบั่นทอนการพัฒนาของประเทศ ซึ่งหากประเทศไทยยังติด 3 กับดัก จะทำให้เศรษฐกิจไทยขาดภูมิคุ้มกัน และประเทศไทยจะถอยหลังแย่กว่าบางประเทศ

ด้านนายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เสถียรภาพทางการเมืองเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในแง่ของการลงทุน ซึ่งสิ่งที่นักลงทุนต้องการมากที่สุด คือ ความแน่นอน เพราะความไม่มีเสถียรภาพ การเปลี่ยนนโยบายบ่อยๆ ทำให้เกิดความไม่แน่นอน กระทบต่อการตัดสินใจลงทุน ซึ่งหากปัญหาการเมืองสร้างความขัดแย้ง แม้ไม่เกิดปัญหารุนแรงจนเกิดจลาจล ก็อาจทำให้การลงทุนหยุดชะงักได้ แต่หากปัญหาการเมืองรุนแรงจนถึงขั้นจลาจล จะมีผลกระทบมากขึ้น โดยเฉพาะต่อภาคการท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนรายได้ถึง 15% ของรายได้ประชาชาติ และจะมีผลกระทบเป็นลูกโซ่มาถึงภาคการผลิตและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นไทย (13 ก.ค.) ดัชนีปรับตัวในแดนบวกต่อเนื่อง ขานรับผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง โดยระหว่างชั่วโมงการซื้อขายดัชนีต่ำสุดที่ 1,194.48 จุด และปรับตัวสูงสุดที่ 1,212.66 จุด ก่อนปิดตลาดที่ 1,210.29 จุด บวก 17.16 จุด หรือ 1.44%

รายงานข่าวเปิดเผยว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมากลาง โดยระบุว่า การแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยไม่ทำประชามติไม่ได้ แต่การแก้ของรัฐบาลก็ยังไม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองนาย

นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตามที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ว่า เข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามมาตรา 68 หรือไม่ และมีการแถลงผลวินิจฉัยวันนี้ (13 ก.ค.) ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเพิ่มเติมเข้ามาจากที่เพิ่งผ่านพ้นปัญหาน้ำท่วมและอยู่ระหว่างเผชิญปัญหาวิกฤติหนี้สหภาพยุโรปอยู่

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ปัจจัยการเมืองที่เพิ่มเติมเข้ามา ทำให้นักธุรกิจกังวลต่อปัญหาที่จะตามมามากขึ้น เพราะกลุ่มต่างๆ มีการเรียกร้องโดยไม่เห็นผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ต้องการเพียงผลประโยชน์ตัวเองเท่านั้น ซึ่งในสายตานักลงทุนต่างประเทศที่อยู่ห่างจากสถานการณ์ในประเทศไทยจะมองมุมที่แตกต่างออกไป โดยจะพิจารณาจากประสบการณ์ที่มีกับประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และในที่สุดก็ทำให้นักธุรกิจที่จะเข้ามาเจรจาธุรกิจในประเทศไทย เช่น นักธุรกิจญี่ปุ่นชะลอการเดินทางเข้ามาโดยเลือกที่จะรอเพื่อให้มีความชัดเจนก่อน

ขณะที่นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เป็นห่วงเหตุการณ์วันนี้ว่าคนไทยจะไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาล และสร้างแรงกดดันขึ้นมา ขณะนี้ถึงเวลาที่คนไทยต้องมองประโยชน์ของประเทศร่วมกัน

“การเอาแพ้เอาชนะในที่สุดไม่มีใครได้ หรือเศรษฐกิจไทยควรไปไกลมากกว่านี้”

เลขาธิการสมาคมธนาคารไทยกล่าวอีกว่า ไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไรก็ยอมรับได้ และทุกคนควรฟังคำพิพากษาศาล แม้เหตุผลจะออกมาได้หลายทาง เพราะเหตุผลของศาลละเอียดมากคงต้องติดตาม



www.banmuang.co.th

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

นักลงทุนชะลอตัดสินใจรอคำตัดสินศาลรธน.

ตลท. วอนทุกฝ่ายเคารพในคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ระบุนักลงทุนและนักธุรกิจชะลอการตัดสินใจ เพราะเอกชนต้องการความชัดเจน เผย ตลท.ยังไม่มีมาตรการพิเศษในการรองรับ แต่จะใช้ระบบเซอร์กิตเบรกเกอร์เหมือนเดิม...เมื่อวันที่ 13 ก.ค.  นายวิรไท สันติประภพ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า นักลงทุนและนักธุรกิจมีความกังวลเรื่องของผลกระทบจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้ชะลอการตัดสินใจลงทุนทั้งตลาดหุ้นและการลงทุนโดยตรง เพราะภาคเอกชนต้องการความแน่นอนและความชัดเจน แต่ขอวอนให้ทุกฝ่ายเคารพในการคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะตุลาการถือเป็นสถาบันหลัก เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้  นายวิรไท กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยเสียเวลามามากในการแก้ปัญหาเก่าๆ ที่ไม่ได้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และไม่ได้ช่วยปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชน อย่างไรก็ตาม ตลท.ไม่มีมาตรการพิเศษใดๆ ในการรองรับ โดยยังใช้มาตรการเดิมคือ เซอร์กิตเบรกเกอร์ หรือพักการซื้อขายประมาณ 30 นาที หากดัชนีปรับลดงร้อยละ 10 เพราะเชื่อว่า ตลท.จะสามารถผ่านเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้ได้ โดยในช่วง 2-3  ปีที่ผ่านมา เคยเจอปัจจัยเสี่ยงทั้งในและนอกประเทศ แต่ยังเดินหน้าได้ จึงยังไม่จำเป็นต้องออกมาตรการพิเศษออกมาช่วย.

www.thairath.co.th

ติดตามเมืองไทย หลังคำวินัยฉัย ศุกร์ 13

“ศุกร์ 13 ก.ค.” วันที่หน้าประวัติศาสตร์ต้องจารึก เมื่อศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291

หากวิเคราะห์ดูแล้ว คำวินิจฉัยของ “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” น่าจะมี 3 แนวทาง ทั้งดีที่สุดไปจนถึงเลวร้ายที่สุด เชื่อว่าหลายฝ่ายยังคงมีความวิตกกังวล สำหรับการปลุกระดมมวลชนเพื่อต่อต้าน หากคำวินิจฉัยที่ออกมาไม่เป็นไปตามความต้องการ

อย่างแนวทางแรกคือ “ดีที่สุด” ผลคำวินิจฉัยต้องออกมายกคำร้อง รัฐสภาสามารถเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ และลงมติวาระ 3 ได้ทันที ด้วยเหตุผลที่ว่า คำร้องเป็นการ “จินตนาการ” ถึงการล้มล้างการปกครองฯ มากเกินไป

แนวทางนี้ถือว่าเรียบร้อยโรงเรียน “รัฐบาล” ซึ่งคาดว่า พรรคเพื่อไทยและลิ่วล้อผู้สนับสนุน จะต้องสวนกลับทันที โดยการดำเนินคดีกับผู้ใส่ร้ายป้ายสี ด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็น “กบฏ” ซึ่งถือเป็นความร้ายแรงที่สุด ส่งผลให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่การเผชิญหน้าอีกครั้ง และฝ่ายต่างฝ่ายต่างไม่ยอมแน่

ดังคำพูดของ “พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม” 1 ในผู้ยื่นคำร้อง ที่เชื่อว่าขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่แรก เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการยื่นคำร้องจึงเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการล้มล้างการปกครองฯ ซึ่งเชื่อว่าหากมีการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ จะเกิดการปฏิวัติแน่นอน

ส่วนแนวทาง “สายกลาง” ที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าไพ่ต้องออกหน้านี้แน่ คือ วินิจฉัยว่าไม่เป็นการล้มล้างการปกครองด้วยการกระทำยังไม่เกิด แต่ ติดปัญหาที่การแก้ตาม ม.291 กล่าวคือ หากแก้เช่นที่ทำมาก็ย่อมจะยังผลโดยอัตโนมัติให้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันต้องหายไป ศาลรัฐธรรมนูญจึงสั่งห้ามเพียงแค่หยุดการกระทำ และให้กลับไปแก้เป็นรายมาตรา แต่ไม่สั่งยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมือง

แนวทางนี้เชื่อว่าคงเป็นทางออกที่ลงตัวที่สุด ถือเป็นทางสายกลางที่ประนีประนอมให้แก่ทุกฝ่าย เพราะไม่ว่าฝ่าย “เพื่อไทย” เองก็รับได้และเตรียมมาตรการดังว่าไว้รองรับอยู่แล้ว ขณะที่ฝั่งผู้ร้องเองก็ไม่เสียหน้า

ถือเป็นทางกลางๆแบบไทยๆ ที่ซื้อเวลาเอาไว้ และไปต่อสู้หักเหลี่ยมเฉือนคมกันต่อในชั้น แก้ไขรัฐะธรรมนูญรายมาตรา ซึ่งมีระเบิดเวลาอีกหลายลูกรอคอยอยู่

และแนวทางสุดท้าย หากมองแบบ “เลวร้ายที่สุด” หวยคงออกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ถือเป็นการล้มล้างการปกครองฯ เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 68 การกระทำดังกล่าวต้องหยุดลงทันที ส่งผลถึงขั้นยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมือง

ทว่าเป็นไปตามแนวทางนี้ กลุ่มมวลชนผู้สนับสนุนรัฐบาล อย่างกลุ่ม “คนเสื้อแดง” ที่คอยเกื้อหนุนกันมาตลอด เพื่อให้ “นายห้างตราดูไบ” กลับสู่บ้านเกิดอย่างสง่างาม คงออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านอำนาจตุลาการอย่างแน่นอน

ดูได้จากคำพูดของของแกนนำที่ตบเท้าออกมาขู่รายวัน หวังดิสเครดิตล็อบบี้ศาล เพื่อให้คำวินิจฉัยออกมาให้ตรงกับใจของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนเสื้อแดง ที่มีการปราศรัยก่อนหน้านี้ว่า อย่าทำให้คนเสื้อแดงโกรธ!!!

อย่าง “อำมาตย์เต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก็ออกมายืนยันชัดเจนว่า ถ้าคำวินิจฉัยเป็นไปในทางลบแกนนำก็จะมีการหารือกันทันที และจะมีการประกาศมาตรการเคลื่อนไหว เพราะสิ่งที่ทำไม่ได้ทำเพื่อปกป้องรัฐบาล หรือปกป้องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการปกป้องหลักการที่ถูกต้องของระบอบประชาธิปไตย ปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจอธิปไตยของประชาชน เพราะบ้านเมืองนี้จะปล่อยให้อยู่สภาวะไร้รัฐธรรมนูญอย่างที่เป็นอยู่ไม่ได้

เช่นเดียวกับ “ก่อแก้ว พิกุลทอง” ยืนยันหนักแน่นว่า หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการดำเนินการเพื่อล้มล้างการปกครองฯ ขอให้คนเสื้อแดงร่ำลาครอบครัวเอาไว้ได้เลย เพราะจะเป็นการต่อสู้ที่แตกหักอย่างแน่นอน

สอดรับกับคำพูดของ อย่าง “ขวัญชัย ไพรพนา” ที่ย้ำว่า จะไม่ก้มหัวให้กับความอยุติธรรม หากผลไม่เป็นมาในทางลบ แกนนำคนเสื้อแดงจะเข้าแจ้งความกับตำรวจในทุกโรงพัก เพื่อดำเนินคดีกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด ที่ตัดสินมาตรา 68 โดยไม่ชอบ เพราะนี่คือสิ่งที่เตรียมการเอาไว้

มิพักต้องพูดถึงแดงฮาร์ดคอร์อย่าง “วิทยุชุมชน” ที่นำโดย “ชินวัฒน์ หาบุญพาด” ซึ่งปักหลักรออยู่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และพร้อมจะเป็นกองกำลังหลักหากคำวินิจฉัยไม่เป็นไปอย่างใจ

ท้ายที่สุดไม่ว่า “ศาลรัฐธรรมนูญ” จะมีผลคำวินิจฉัยในทิศทางใด วิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองคงไม่มีทางจบสิ้น แต่กลับเพิ่มอุณหภูมิมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าปัญหานี้จะคลี่คลายได้ไม่ได้อยู่ที่คำวินิจฉัยของตุลาการ แต่อยู่ที่ว่าคนในชาติจะต้องหยั่งถึงว่า “ปรองดอง” มากกว่านี้!!



news.phuketindex.com

ดาว เคมิคอล พร้อมบริษัทชั้นนำ มอบเงินบริจาคจำนวน 1 ล้าน แก่ มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม

ดาว เคมิคอล ประเทศไทย พร้อมด้วยบริษัทชั้นนำของประเทศ อาทิ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา บริษัทยูนิเทค จำกัด บริษัท เคมโค้ท จำกัด และบริษัทวิสต้า ร่วมเติมรอยยิ้มให้สังคมด้วยการมอบเงินบริจาคจำนวน 1 ล้านบาทให้กับมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม (Operation Smile Foundation Thailand) เพื่อสนับสนุนการผ่าตัดศัลยกรรมผู้ป่วยโรค ปากแหว่งเพดานโหว่

 

 

เงินสนับสนุนของบริษัท ดาว เคมิคอล ในครั้งนี้ ได้มาจากการแข่งขันกอล์ฟการกุศลระหว่างบริษัทฯ กับคู่ค้าทางธุรกิจ ร่วมด้วยการสมทบจากบริษัท ดาว เคมิคอล ประเทศไทย และพนักงานโดยคาดว่าจะสามารถช่วยการทำศัลยกรรมและการดูแลหลังการทำศัลยกรรมให้ผู้ที่มีอาการปากแหว่งเพดานโหว่ได้ 70 กรณี

โครงการผ่าตัดศัลยกรรมของมูลนิธิสร้างรอยยิ้มเป็นโครงการต่อเนื่อง โดยในครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยในจังหวัดระยอง ให้ได้รับการผ่าตัดและได้รับการดูแลรักษาหลังการผ่าตัดอย่างเหมาะสม

ผู้ที่มีความพิการบนใบหน้า โดยเฉพาะที่มีอาการปากแหว่ง เพดานโหว่ และอาศัยอยู่ในจังหวังระยอง สามารถลงทะเบียนเพื่อขอเข้ารับการรักษาได้ที่โรงพยาบาลมาบตาพุด ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำหรับลงทะเบียนของโครงการฯ ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

บรรยายภาพ (จากซ้ายไปขวา): นายวศิน วณิชย์วรนันต์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย, มร.ไมเคิล เบน กรรมการบริหารมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม, นายจิรศักดิ์ สิงห์มณีชัย กรรมการผู้จัดการบริษัท ดาว เคมิคอล ประเทศไทย, นายคณิต สีห์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ, นายสุเมธ สุวภัทราชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคมโค้ท จำกัด, นายยรรยง จูอนุวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทยูนิเทค จำกัด, นายสมาน วิทยสิริไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการบริษัทวิสต้า จำกัด



www.newswit.com

บทเรียนไทย ในวิกฤษยูโร

สถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซน ได้ก่อให้เกิดความกังวลบางประการที่เกี่ยวข้องกับระบบรัฐสวัสดิการของประเทศในกลุ่มนี้ในสองด้าน

ความกังวลด้านแรก คือ ผลกระทบของวิกฤตหนี้สาธารณะที่มีต่อความมั่นคงของระบบรัฐสวัสดิการของประเทศที่เกิดวิกฤต อันเนื่องจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจทำให้เศรษฐกิจของประเทศหดตัวลง ส่งผลทำให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้ลดลง ในขณะที่จำนวนผู้ที่ขอรับการช่วยเหลือจากรัฐในกรณีการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น ประเทศที่เกิดวิกฤตจึงมีแนวโน้มขาดดุลงบประมาณในระดับสูง
ในภาวะที่ประเทศเหล่านี้มีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงอยู่แล้ว ทำให้การกู้ยืมเงินเพื่อมาชดเชยการขาดดุลมีต้นทุนสูงหรือไม่มีใครกล้าให้กู้เพราะประเทศมีระดับความน่าเชื่อถือที่ต่ำมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลของประเทศที่เกิดวิกฤตจึงจำเป็นต้องกู้เงินจากรัฐบาลของประเทศสมาชิกอียูเพื่อให้ประเทศรอดพ้นจากสถานะประเทศที่ผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งแน่นอนว่าเงินกู้ดังกล่าวย่อมมาพร้อมกับเงื่อนไขการตัดลดงบประมาณเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประเทศเจ้าหนี้ว่า ประเทศที่กู้ยืมเงินจะสามารถชำระหนี้คืนได้
จากรายงานความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว ซึ่งจัดทำขึ้นโดยคณะกรรมาธิการยุโรป โดยทำการวิเคราะห์งบประมาณของประเทศสมาชิกอียูในปี 2010 โดยเปรียบเทียบกับข้อมูลในปี 2006 ระบุว่า ประเทศสมาชิกอียูที่มีความเสี่ยงสูงต่อการขาดความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว มีจำนวน 12 ประเทศ เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปี 2006 ส่วนประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำมีเพียง 4 ประเทศเท่านั้น

ความกังวลในอีกด้านหนึ่ง คือ ระบบรัฐสวัสดิการที่มากเกินไปของประเทศสมาชิกยูโร อาจทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายทางสังคมของรัฐบาลที่ค่อนข้างสูง ทำให้ระบบการคลังของภาครัฐขาดความยืดหยุ่นในการตอบสนองกับวิกฤตการณ์

นอกจากนี้ การที่ประชาชนเคยชินกับการได้รับสวัสดิการและโปรแกรมการช่วยเหลือจากภาครัฐ อาจทำให้ขาดความพร้อมในการปรับตัวรับกับวิกฤตการณ์ และรัฐบาลไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการฟื้นฟูบูรณะเศรษฐกิจของประเทศ ดังที่เกิดการประท้วงคัดค้านการปรับลดงบประมาณด้านสวัสดิการของภาครัฐในประเทศที่เกิดวิกฤตหนี้สาธารณะ

จากสถานการณ์ความกังวลเกี่ยวกับระบบสวัสดิการของสมาชิกสหภาพยุโรป คำถามคือ ประเทศไทยได้บทเรียนอะไรจากวิกฤตระบบสวัสดิการของยุโรป และการออกแบบระบบสวัสดิการของประเทศไทยในอนาคตควรเป็นไปในทิศทางใด จึงจะมีความเพียงพอที่จะแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการทางสังคมของประชาชนได้

สถานการณ์ของไทยในปัจจุบันมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ที่ทำให้เราต้องหันมาพิจารณาเกี่ยวกับการออกแบบและพัฒนาระบบสวัสดิการของประเทศสำหรับรองรับความเสี่ยงในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวโน้มการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ทำให้มีสัดส่วนประชากรวัยพึ่งพิงต่อประชากรในวัยแรงงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลทำให้รัฐบาลต้องจัดงบประมาณในการดูแลประชาชนวัยพึ่งพิงสูงขึ้น เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วที่กำลังเผชิญวิกฤตอยู่ในปัจจุบัน

อีกความเสี่ยงหนึ่ง คือ การเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะการเปิดเสรีภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ซึ่งเป็นทิศทางการพัฒนาตามแบบอย่างของประชาคมเศรษฐกิจยุโรป และการเกิดขึ้นของเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีความได้เปรียบด้านค่าจ้างแรงงานและทรัพยากร ซึ่งอาจทำให้ภาคธุรกิจของไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และกระแสการลงทุนจะไหลไปสู่เศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้มากขึ้น ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย คือ การว่างงานของแรงงานไร้ฝีมือมีมากขึ้น หากไม่มีการยกระดับฝีมือแรงงานอย่างจริงจัง และแรงงานส่วนนี้จะกลายเป็นภาระของรัฐที่จะต้องเข้าไปดูแล

ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา การพัฒนาระบบสวัสดิการของประเทศยังต้องเผชิญความท้าทายบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาระบบสวัสดิการให้มีคุณภาพและทั่วถึง โดยไม่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน เพราะการจัดสรรงบประมาณสำหรับระบบสวัสดิการที่สูงมาก ทำให้รัฐบาลต้องเก็บภาษีมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง
ความท้าทายประการต่อมา คือ รัฐบาลจะแสวงหารายได้จากแหล่งใดมาเพื่อจัดสวัสดิการให้แก่ประชาชนซึ่งมีความต้องการมากขึ้น ในขณะที่สัดส่วนประชากรที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษียังมีค่อนข้างต่ำ ฐานภาษียังค่อนข้างแคบ และช่องทางการสร้างรายได้ของรัฐบาลมีแนวโน้มลดลง อันเนื่องจากการเปิดเสรี ซึ่งทำให้อัตราภาษีศุลกากรเป็นศูนย์ และรัฐบาลยังมีนโยบายการลดภาษีนิติบุคคลเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

และความท้าทายประการสุดท้าย คือ ทำอย่างไรที่ระบบสวัสดิการของประเทศจะมีความยั่งยืน และมีความยืดหยุ่นในยามที่ต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ โดยที่ระบบยังสามารถดำเนินต่อไปได้ แม้รัฐบาลจะมีปัญหาวิกฤตงบประมาณ เพื่อประเทศไทยจะไม่เดินซ้ำรอยของประเทศสมาชิกยูโรที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

ซึ่งข้อเสนอแนะเกี่ยวกับระบบสวัสดิการของประเทศ ผมจะนำเสนอในบทความครั้งต่อไปครับ



www.dailynews.co.th

นายก ยิ่งลักษณ์ ต้อนรับ UNHCR ยันไทยสนับสนุนพัฒนาเมียนมาร์

ที่ทำเนียบ วันนี้ (13 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า เวลา 09.00 น. นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อให้การต้อนรับนาย Antonio Guterres ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)โอกาสน่ี้นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความพอใจถึงความสัมพันธ์อันดี และความเป็นหุ้นส่วนทางด้านมนุษยธรรมที่มีตลอดมาของไทยและ UNHCR พร้อมยืนยันที่จะสานต่อความร่วมมืออันดีเหล่านี้ต่อไป ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค นอกจากนี้ยังได้แสดงความยินดีต่่อพัฒนาการทางประชาธิปไตยที่ดีเยี่ยมของเมียนมาร์ โดยยืนยันว่าไทยจะเดินหน้าสนับสนุนรัฐบาลแห่งสหภาพเมียนมาร์ในการพัฒนาประเทศต่อไป นายกรัฐมนตรี ยังได้แสดงความคาดหวังว่า UNHCR จะให้การสนับสนุนในสิ่งที่ประเทศไทยกำลังดำเนินการคือ การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัยในศูนย์อพยพทั้ง 9 แห่งในประเทศไทย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีโดยเฉพาะผู้ลี้ภัยที่เป็นเด็กและสตรีมีครรภ์ และหวังว่า UNHCR จะร่วมมือกับไทยดำเนินการลดปริมาณผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาร์ที่ปัจจุบันอยู่ในประเทศไทยกว่า 140,000 คน ให้ลดน้อยลงอย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยไทยพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของ UNHCR เพื่อแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว ซึ่งรวมไปถึงการให้ผู้หนีภัยไปตั้งถิ่นฐานที่ประเทศที่สาม และการเดินทางกลับมาตุภูมิเมื่อสถานการณ์อำนวยในอนาคต

ขณะที่ข้าหลวงใหญ่ ฯ ได้กล่าวแสดงความขอบคุณและแสดงความซาบซึ้งสำหรับความร่วมมือทางด้านมนุษยธรรมของไทยที่ให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัย และบุคคลไร้รัฐจากหลายประเทศมาตลอด พร้อมชื่นชมบทบาทที่สร้างสรรค์ในการหารือและเจรจาต่างๆ ในฐานะที่ไทยเป็นผู้เสนอรายงานคณะกรรมการบริหารของ UNHCR และได้เชิญนายกรัฐมนตรีให้ไปเยี่ยมชมสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ณ กรุงเจนีวา เพื่อศึกษาการทำงานของสำนักงานซึ่งจะได้นำไปสู่ความร่วมมือที่ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นต่อไป..



www.dailynews.co.th

ทหารเขมรยิงเครื่องบินบางกอกแอร์เวย์ส หลังบินวนลงจอด

จากกทม.ไปเสียมราฐฝนตกหนักต้องบินวนผวากลัวโดนสอดแนมเสียวระทึกกลางเวหา ทหารเขมรซ่ายิงปืนขู่เครื่องบินโดยสารสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ขณะบินวนเตรียมลงจอดที่สนามบินเสียมราฐ  เดชะบุญกระสุนไม่ถูกเครื่องเลยไม่ได้รับอันตราย  ลงจอดเรียบร้อยผู้โดยสารปลอดภัย  ผวจ.สระแก้วเผยขณะเกิดเหตุฝนตกหนักทัศนวิสัยไม่ดี  การสื่อสารไม่ชัดเจน  ต้องบินวนหลายรอบเพื่อหาทางแลนดิ้ง กินวงกว้างกว่า  100  กม. ผ่านไปถึงชายแดนปอยเปต  ทหารเขมรคิดว่าเป็นเครื่องบินสอดแนมเพราะบินต่ำเลยใช้ปืนยิงขู่  3 นัดซ้อน  ลือสะพัดฝีมือทหารเขมรขี้เมานั่งก๊งเหล้ารำคาญเสียงเครื่องบินดังเลยใช้ปืนยาวยิงไล่หลัง  รัฐบาลกัมพูชาสั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงด่วนหวั่นกระทบสัมพันธ์  2 ประเทศเหตุการณ์ทหารเขมรยิงปืนขู่เครื่องบินโดยสารไทยครั้งนี้เปิดเผยเมื่อวันที่ 12 ก.ค. นายศานิตย์ นาคสุขศรี ผวจ.สระแก้ว เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 09.20 น.วันเดียวกันนี้ ได้รับรายงานว่า ขณะที่เครื่องบินโดยสารของประเทศไทย เที่ยวบินสุวรรณภูมิ-เสียมราฐ บินวนรอบสนามบินเสียมราฐ จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เนื่องจากขณะนั้นเกิดฝนตกหนัก ทัศนวิสัยไม่ดี การสื่อสารไม่ชัดเจน เครื่องบินโดยสารลำดังกล่าวจึงบินวนหลายรอบเพื่อรอการลงรันเวย์ที่สนามบินเสียมราฐ ประกอบกับการบินวนของเครื่องบินโดยสารต้องตีวงกว้างเป็นระยะทางกว่า 100 กม. กินพื้นที่ไปเกือบถึงปอยเปต ด้านทิศตะวันออกของ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ทำให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาที่รักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเครื่องบินสอดแนม จึงยิงปืนขู่เครื่องบินโดยสารดังกล่าวไป 3 นัด แต่กระสุนไม่ถูก และขณะนี้เครื่องบินได้ลงรันเวย์ที่สนามบินเสียมราฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกคนบนเครื่องปลอดภัย“เท่าที่ทราบการยิงเครื่องบินของเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนของกัมพูชาด้านปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา เป็นการยิงขู่เพื่อเตือนเครื่องบินดังกล่าว ขณะเดียวกันเกิดฝนตกหนัก เจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชาไม่สามารถสื่อสารได้และขาดความชัดเจนจึงเกิดความเข้าใจผิดขึ้น อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ตามแนวชายแดนแต่อย่างใด” ผวจ.สระแก้วกล่าวผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เครื่องบินโดยสารลำดังกล่าวเป็นเครื่องบินสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส บินจากสนามบินสุวรรณภูมิไป จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา พอถึงแนวชายแดนปอยเปต ประเทศกัมพูชา ฝั่งตรงข้าม ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว มีชาวบ้านได้ยินเสียงเครื่องบินและได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด โดยนายสัมฤทธิ์ คงมนต์ ชาวบ้านหมู่ 2 ต.ป่าไร่ ยืนยันว่า ได้ยินปืนดังหลายนัดในฝั่งกัมพูชา จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่ามีการยิงปืนขึ้นไปจริง สาเหตุเนื่องจากฝนตกหนักทัศนวิสัยไม่ดี เครื่องบินต้องบินต่ำ  ทำให้ทหารกัมพูชาต้องยิงขู่เตือน หลังจากนั้นเครื่องบินลำดังกล่าวก็ลงจอดที่สนามบินเสียมราฐโดยปลอดภัย หลังเกิดเหตุฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาได้ตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีกำหนดจะเดินทางไปกัมพูชาในวันที่ 13 ก.ค.นี้ด้าน พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา รองผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่ทราบเรื่อง จากการตรวจสอบไปตามหน่วยทหารพรานและ ตชด.ในพื้นที่ชายแดนด้าน จ.สระแก้ว ก็ไม่มีข่าวดังกล่าว อีกทั้งเครื่องบินของกองทัพก็ไม่ได้ขึ้นบินมาบริเวณชายแดนด้าน จ.สระแก้ว หน่วยทหารในพื้นที่ชายแดนได้สอบถามไปยังหน่วยทหารกัมพูชาก็ปฏิเสธมาแล้วว่าไม่มีการยิงเครื่องบินของไทยแต่อย่างใดอย่างไรก็ตาม มีกระแสข่าวว่า ช่วงเวลาประมาณ 12.00 น. มีเครื่องบินโดยสารของไทยจากสนามบินสุวรรณภูมิ จะไปลงที่กัมพูชา แต่เกิดฝนตกหนักทัศนวิสัยไม่ดี เครื่องบินจึงบินวนมาแถวปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย ห่างชายแดนอรัญประเทศประมาณ 50 กม. มีทหารกัมพูชานั่งดื่มสุรากันอยู่บริเวณดังกล่าวได้ยินเสียงเครื่องบินบินต่ำเสียงดังเกิดความรำคาญจึงใช้ปืนยาวยิงขึ้นฟ้าไล่หลังเครื่องบินที่บินเลยไปแล้ว 3 นัด แต่ไม่โดนเครื่องบินผู้สื่อข่าวรายงานจากฝ่ายอำนวยการบิน สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส แจ้งว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเที่ยวบินที่ PG 903 บินจากกรุงเทพฯ-เสียมราฐ แต่ทัศนวิสัยไม่ดี ทำให้เครื่องบินล่าช้าจากปกติที่ควรจะลงที่สนามบินเสียมราฐ เวลา 09.00 น. แต่ลงได้ในเวลา 09.30 น. และเครื่องบินลำดังกล่าวได้บินจากสนามบินเสียบราฐกลับมายังกรุงเทพฯตามปกติ โดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์สได้ทำการบินกรุงเทพฯ-เสียมราฐ วันละ 6 เที่ยวบินช่วงเย็นวันเดียวกัน นายเสก วรรณเมธี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กล่าวถึงเหตุการณ์ทหารกัมพูชายิงขู่เครื่องบินพาณิชย์ของไทย บริเวณน่านฟ้าชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ที่คาดว่าบินล้ำเขตทหารว่า ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเพื่อทราบข้อเท็จจริง จะได้นำขึ้นหารือกับทางการกัมพูชาต่อไปด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ที่อยู่ระหว่างประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธข่าวที่ว่าทหารกัมพูชายิงขู่เครื่องบินพาณิชย์ไทยว่าไม่เป็นความจริง หลังจากสั่งการให้นายสมปอง สงวนบรรพ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชาตรวจสอบจากบริษัทบางกอกแอร์เวย์ส ได้รับการชี้แจงว่าเครื่องบินของบริษัทบินมาถึงสนามบินเสียมราฐแล้วลงไม่ได้  เพราะมีพายุฝนตกหนักจึงบินกลับไทย แต่กลับมีข่าวว่าบินวนจนถูกยิงขู่ นอกจากนี้ยังตรวจสอบกับ พล.อ.เนียง พาด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและทูตทหารไทยก็ได้รับคำยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเช่นกัน ได้รายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบข้อเท็จจริงแล้วสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานในวันเดียวกันว่า เส็ง เพียริน ผู้บัญชาการทหารของกัมพูชา กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า  เพราะมืดมากจึงมองไม่ออกว่าเป็นเครื่องบินอะไร  ทหารกัมพูชาเห็นบินวนเหนือน่านฟ้ากัมพูชาอยู่หลายครั้ง จึงยิงปืนกลใส่ 18 นัด แต่พลาดเป้าเพราะอยู่สูงมาก ขณะเดียวกันยังคิดว่าเครื่องบินโดยสารคงไม่มาบินแถวพรมแดน  สงสัยว่าเป็นเครื่องบินสอดแนมจึงยิงเพื่อปกป้องน่านฟ้า โดยระบุว่าเหตุเกิดเมื่อเวลา 19.00 น.ของวันที่  11  ก.ค. ตามวันเวลาท้องถิ่นซึ่งตรงกับเวลาในไทย  แม้ฝ่ายไทยระบุเหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 ก.ค.

m.thairath.co.th

โรนัลโด-นานี เยื่อนไทย พร้อมแฟนสาว

โดยเริ่มที่หนุ่มหล่อขวัญใจสาวๆ อย่าง "คริสเตียโน โรนัลโด" ปีกจอมสับแห่งทัพ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ทีมยักษ์ใหญ่แห่งแดน "กระทิงดุ" ทีมชาติสเปน ที่มาพร้อมกับ "อิรินา เชย์ค" แฟนสาวสุดเซ็กซี่เพื่อมาพักผ่อนต่างอากาศที่เกาะยาวน้อย จ.พังงา โดยทั้งคู่เดินทางมาถึงในวันที่ 7 ก.ค.เมื่อที่ผ่านมา

ขณะที่อีกราย เป็นเพื่อนร่วมทีมชาติโปรตุเกสชุดลุยศึกยูโร 2012 ล่าสุด อย่าง "หลุยส์ นานี" มิดฟิลด์แห่งค่าย "ผีแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ควง "ดาเนียลลา มาร์ตินส์" คู่หมั้นสาวสวย เดินทางมาชมความงามของประเทศไทยเช่นกัน โดยบินตรงถึงกรุงเทพฯ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา เพื่อมาเปิดคลินิกสอนฟุตบอลให้กับเยาวชนของไทย

ทั้งสองคนเป็นนักเตะที่มีฝีเท้าจัดได้เลยว่าอยู่ในแนวหน้าระดับโลกในขณะนี้ โดยที่ "เจ็ทโด้" อาจจะมีชื่อเสียงมากกว่า เพราะด้วยลีลาการเล่นที่พลิ้วไหวบนพื้นหญ้า ส่วน นานี ก็เป็นเพื่อนร่วมทีมชาติโปรตุเกสชุดล่าสุด อีกทั้งยังเคยร่วมทัพ "ผีแดง" ยักษ์ใหญ่ในเกาะอังกฤษมาด้วยกัน ซึ่งทั้งคู่รู้จักประเทศไทยผ่านสื่อต่างๆ แต่ยังไม่เคยมีโอกาสได้มา และครั้งนี้ โรนัลโด กับ นานี เพิ่งจะมาเมืองไทยเป็นครั้งแรกเหมือนกัน

ขณะเดียวกันการมาของเมืองไทยครั้งนี้ของทั้งสองคนนั้น มีบริษัทนายทุนใหญ่ของไทยในวงการรถอย่าง บริษัท โตโยต้า ประเทศไทย จำกัด และ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ร่วมเชิญมาทำกิจกรรม พร้อมกับให้การต้อนรับเป็นอย่างดี โดยที่การมาทำกิจกรรมกับค่ายรถในประเทศไทยของ "โรนัลโด" นอกเหนือจากพักผ่อนเป็นการส่วนตัวกับแฟนสาวท่ามกลางเกาะในโรงแรมสุดหรูแล้ว ยังได้มาต่อสัญญาเป็นพรีเซ็นเตอร์กับทางโตโยต้าอีก ส่วนทาง "นานี" ก็มาเปิดคลินิกในไทยเพื่อสอนฟุตบอลให้กับเด็กๆ ที่ชอบเล่นฟุตบอล และยังได้เดินทางพบสื่อตามองค์กรต่างๆ อีกด้วย

ส่วนความแตกต่างของทั้งคู่ที่ดูแล้ว "นานี" จะมีมนุษยสัมพันธ์เป็นมิตรที่ดีมากกว่า พร้อมทั้งให้แฟนๆได้เข้าถึงอย่างใกล้ชิด โดยที่เจ้าตัวมีทีท่าเป็นกันเองและใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ตลอด ขณะที่ "โรนัลโด" นั้นต้องการมีความเป็นส่วนตัวสูง แถบยังเข้าพักโรงแรมแบบปิดไม่ให้แฟนๆ ได้เห็น อีกทั้งการมาของเขาในครั้งนี้ยังมีสีหน้าแตกต่างกับ "นานี" ที่ไม่แสดงอาการยิ้มแย้มให้เห็นกันสักเท่าไหร่ รวมถึงยังมีบอดี้การ์ดรักษาความปลอดภัยแบบหนาแน่นอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ทั้งเจ็ทโด้ และ นานี ก็ไม่ได้น้อยหน้าต่อกัน เพราะต่างก็หอบหิ้วแฟนสาวสุดที่รักของทั้งคู่มา อวดโฉม นอนกอดแก้เหงาด้วย แต่หากเทียบกันที่ความเซ็กซี่ อันนี้ ต้องบอกเลยว่า แฟนๆ ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ ต้องพิจารณากันเอง เพราะน่ารักกันคนละมุม แต่ที่สำคัญ คือ ทั้งคู่ สวยสมแล้วที่ได้เป็นแฟนนักบอลระดับซุปตาเช่นนี้

ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว กิจกรรมของทั้งคู่ในยามพักผ่อนถือว่าคนละมุมเลยก็ว่าได้ โดยที่ "เจ็ทโด้" ล่องเรือชมทะเลอันดามัน นอนอาบแดดกับแฟนสาว กินอาหารซีฟู้ด ดำน้ำชมปะการัง และเที่ยวตามเกาะต่างๆ อย่างมีความสุขในมุมของเขาเอง ขณะที่ "นานี" เคยเปรยไว้ว่าการมาครั้งนี้อยากจะไปเดินชมความสวยงามของวัดพระแก้ว หรือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่มีชื่อเสียงโด่งดังของประเทศไทย พร้อมกับอยากไปชมท้องทะเลอันดามันเช่นกันที่ จ.ภูเก็ต

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทั้ง "โรนัลโด และ นานี" ได้อยู่ในเมืองไทยพร้อมๆ กัน แต่ต่างสถานที่ โดยไม่รู้ว่าทั้งคู่จะได้พบกันหรือไม่ เพราะหลังจบยูโร 2012 นานี ออกมาแฉว่า โรนัลโด ขอยิงจุดโทษเป็นคนสุดท้ายเพื่อต้องการชื่อเสียงในฐานะที่เป็นคนยิงตัดสินให้ทีมชาติโปรตุเกสเอาชนะทีมชาติสเปน แต่ผลกลับปรากฏว่าสเปนเป็นฝ่ายชนะในการดวลจุดโทษ โดยที่เจ็ทโด้ ไม่มีโอกาสได้ยิงในเกมดังกล่าว ถ้าทั้งคู่ไม่มีโอกาสพบกันอาจเป็นไปได้ว่า โรนัลโด อาจจะรู้สึกเคืองที่ นานี พูดออกไปแบบนั้นก็เป็นไปได้.



www.thairath.co.th

ไม่หวั่นการเมือง ศุกร์ 13 หวังขอความยุติธรรม โปร่งใส

ไม่ว่าสถานการณ์ในวันศุกร์ที่ 13 ก.ค.นี้ จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นมาหรือไม่ก็เป็นไปตามการเคลื่อนไหวของการเมืองแต่ละฝ่าย แต่ทว่าปัญหาการเมืองที่มีส่วนดีและส่วนไม่ดีก็ต้องช่วยกันแก้ต่อไปอย่างมีสติของทุก ๆ ฝ่ายที่ไม่กระทำใด ๆ ที่เป็นการทำร้ายบ้านเมือง สำหรับปัญหาที่รัฐบาลจะต้องแก้ไขอย่างเต็มที่ในขณะนี้ก็คือการวางแผนโครงการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ติดตามผลความคืบหน้าในการดำเนินการงานเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ทั้งเรื่องการจัดเก็บข้อมูลระบบการพยากรณ์ ระบบการบริหารจัดการน้ำแบบเบ็ดเสร็จ ทำให้ประชาชนเบาใจได้ว่ารัฐบาลได้เกาะติดการแก้ไขปัญหานี้ทุกระยะ สำหรับโครงการตามกรอบแนวคิดเพื่อการออก แบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรนี้อย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย ที่รัฐบาลได้เปิดซองประมูลในวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศเข้ารับการประมูล โครงการใหญ่ ๆ ดังกล่าวนี้เป็นเรื่องปกติที่มีการเป็นห่วงว่าจะดำเนินการด้วยความโปร่งใสหรือไม่ เพราะหลายฝ่ายกังวลว่าอาจจะมีบริษัทของญาตินักการเมืองเข้ามาร่วมประมูลด้วย และการที่พรรคฝ่ายค้านจะเกาะติดโครงการประมูล 3.5 แสนล้านบาท เพราะเป็นห่วงว่าจะเกิดช่องโหว่ที่ให้มีการทุจริตได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เป็นปกติของทางการเมือง เชื่อว่าโครงการใหญ่ ๆ นี้ฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้าม กับรัฐบาลจะต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อจับผิดช่องทุจริตให้ได้ว่ามีความไม่ชอบมาพากลอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ดีเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่า เอกสารการกำหนดและเงื่อนไขของการประมูลโครงการดังกล่าวไม่มีการปิดบัง สื่อมวลชน ฝ่ายค้านทุกคน ผู้นำฝ่ายค้าน ที่ต้องการทราบข้อมูลรายละเอียด สามารถมาขอรับสำเนาเอกสารได้ทุกเวลา เนื่องจากต้องการให้ทุกอย่างดำเนินการอย่างโปร่งใส โดยขอให้ทุกฝ่ายที่สงสัยตรวจสอบได้เลย เพราะเป็นงานของประเทศที่ทุกคนจะได้รับรู้และแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ จากข่าวคราวกรณีดังกล่าวนี้ปรากฏว่ามีประชาชน ได้แสดงความคิดเห็นผ่านทางสื่อสังคมต่าง ๆ กันมากมาย โดยขอให้รัฐบาลทำอย่างโปร่งใส ลบความสบประมาทของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลให้ได้ ความโปร่งใสต่าง ๆ เท่านั้นที่จะสามารถทำให้ฝ่ายที่ไม่ชอบรัฐบาลด้วยสาเหตุอะไรก็ตามทีไม่สามารถบิดเบือนความจริงได้ เพราะประชาชนทุกคนที่สงสัยก็ตรวจสอบดูได้เช่นกัน ซึ่งการตรวจสอบทุจริตเป็นเรื่องที่ดีที่ทุกคนต้องช่วยกัน แต่ถ้าหาเหตุโยงเรื่องไม่ตรงกับข้อเท็จจริงจนทำให้แผนการป้องกันน้ำท่วมหยุดชะงักลงไป ความเสียหายก็จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายที่เล่นการเมืองพึงตระหนักนึกถึงชาติบ้านเมืองให้มาก ๆ.

www.dailynews.co.th

รถเมล์ชน จยย, ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ยันไม่ป่วนการชุมนุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 13 กรกฎาคม ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิต ดูแลความสงบเรียบร้อยของกลุ่มวิทยุชุมชนปกป้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรม บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ได้เกิดอุบัติเหตุรถประจำทางปรับอากาศ สาย 70 ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นยูโรทู ทะเบียน 12-5846 วิ่งระหว่างประชานิเวศน์ 3-สนามหลวง ชนกับรถ จยย.ฮอนด้า รุ่นสกู๊ปปี้ไอ สีแดงดำ ทะเบียน อจม 503 กทม. ตรงบริเวณสี่แยกลานพระบรมรูป จากการตรวจสอบพบนายธนาเวช คำวงษ์ อายุ 36 ปี คนขี่รถ จยย. สวมเสื้อยืดสีเข้ม กางเกงยีนส์ นอนติดอยู่ใต้ท้องรถด้านหน้ารถประจำทางพร้อมรถ จยย. ตามร่างกายมีรอยถลอกเต็มตัวและบาดเจ็บขาซ้ายและบริเวณคอเล็กน้อย ต่อมาได้ประสานหน่วยแพทย์กู้ชีพจากวชิรพยาบาลมาปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่ง รพ.ต่อไป

จากการสอบถามนายศิรินทร์ คำเมือง อายุ 41 ปี คนขับรถประจำทางคันเกิดเหตุกล่าวว่า ตนขับรถเมล์มาจากทาง ถ.ราชดำเนินมุ่งหน้าไปทางลานพระบรมรูป ก่อนเกิดเหตุรถประจำทางได้ติดไฟแดงอยู่ แต่ตนไม่เห็นรถ จยย.คันดังกล่าว ซึ่งจอดติดไฟแดงอยู่เช่นเดียวกัน จากนั้นสัญญาณไฟเขียวได้เปิดขึ้น ซึ่งขณะนั้นตนกำลังเร่งเครื่องเพื่อมุ่งหน้าไปทางลานพระรูป จู่ๆ ก็มีรถ จยย.คันเสียหายได้ตัดหน้ารถประจำทาง โดยวิ่งมาทางซ้ายมือเพื่อจะเลี้ยวขวาไปทางวัดเบญจมบพิตร จนเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวขึ้น

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่จะเรียกพยานผู้เห็นเหตุการณ์และคนขับรถประจำทางมาสอบปากคำเพิ่มเติม ก่อนจะดำเนินการต่อไป โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเพื่อรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

ขณะที่ พล.ต.ต.พชร บุญญสิทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบก.น.1) กล่าวถึงการดูแลความเรียบร้อยพื้นที่ลานพระบรมรูปทรงม้าว่า เบื้องต้นใช้กำลัง 1 กองร้อยในการดูแล ขณะนี้ยังไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด เหตุการณ์ทั่วไปเรียบร้อยดี แต่อย่างไรก็ตามได้สั่งการให้ตำรวจดูแลและรักษาความปลอดภัยกลุ่มผู้ชุมนุม โดยขณะนี้มีประมาณ 50 คน พร้อมให้ฝ่ายสืบสวนบันทึกเทปและคำปราศรัยว่ามีสิ่งใดผิดกฎหมายหรือไม่ เพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินคดี ส่วนการชุมนุมจะยืดเยื้อหรือไม่ต้องรอฟังผลการตัดสินอีกครั้ง


www.matichon.co.th

กระแสคลิปหลุด สังคมไทยเสื่อม

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ข่าวพาดหัว “สังคมเสื่อม” โผล่ให้เห็นอยู่เรื่อยมาในสื่อต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่ตกเป็นข่าวนั้น เป็นเด็กและเยาวชนที่อยู่ในวัยเรียนแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลือยเต้า เปลือยอก มีเพศสัมพันธ์ ตบตี ทะเลาะเบาะแว้ง และเรื่องราวเหล่านี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคม แต่ทว่า เมื่อโด่งดังขึ้นมา ก็หนีไม่พ้นหลักฐานที่เป็น คลิปวีดิโอ ที่บันทึกเหตุการณ์ เห็นหน้า กิริยาอาการแบบชัดเจน

จะว่าไปแล้วจะไปโทษเทคโนโลยีไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะเทคโนโลยี ช่วยการสื่อสารได้หลากหลายมีติ ทั้งภาพและเสียง แต่ทว่า เมื่อพฤติกรรมเสื่อมทรามเกิดขึ้นในสังคม นั่นก็เป็นนัยบอกว่า สิ่งเหล่านี้ต้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนไม่ว่าจะเป็น

คลิปตบตี จากเด็กนักเรียน นักศึกษา ทั้งที่อยู่ในชุดนักเรียน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม การตบตี ทำร้ายร่างกายย่อมมีความผิด แต่กฎหมายก็ยังไม่รุนแรงพอที่จะทำให้คนพวกนี้เกรงกลัว ท้าต่อย ตบตีกันอยู่เสมอ ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะปรากฎให้เป็นเรื่องธรรมดาตามสถานศึกษา แต่เมื่อมีภาพหลักฐานขึ้นมา ก็บ่งชี้ว่า การศึกษาไม่ช่วยอะไร

คลิป ครูเถียงกับนักเรียนม. ต้น รุนแรง หวิดต่อยกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลิปด่าตอบโต้กันรุนแรงระหว่างนักเรียนและครูอาจารย์ที่ถูกเผยแพร่ออกมาเมื่อต้นสัปดาห์ ก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจเพราะแสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันนักเรียนให้ความเคารพครูอาจารย์น้อยลง หรืออย่างไร แต่นั่นก็เป็นเพียงบางส่วนที่เกิดขึ้น

เพราะต้องกลับย้อนมองฝ่ายครูอาจารย์ด้วยว่า ความเป็นแม่พิมพ์ของชาตินั้น มีคุณงามความดี อบรมสั่งสอน เป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กได้เคารพ ยกมือไหว้หรือไม่ ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดจากครูอาจารย์ลงโทษเด็กอย่างรุนแรง ใช้มาตรการที่เข้มจนเกินไปทำร้ายร่างกายนักเรียนได้รับบาดเจ็บบอบช้ำ และที่เป็นข่าวล่าสุด ครูใหญ่ถึงขนาดตบหน้า ขู่ให้เด็กกะเทยแก้ผ้าหากไม่หยุดพฤติกรรมเป็นตุ๊ด ผิดเพศ จนเด็กกินยาพาราเซตามอล พยายามฆ่าตัวตาย อย่างนี้ไม่ใช่ครูดีในสถาบัน  ครูบางคนลงมือข่มขืนลูกศิษย์ก็มีให้เห็น

คลิปฉาว!! แอบถ่ายนักเรียนมีเซ็กส์ในโรงหนังราชบุรี ว่อนเน็ต

คลิปฉาว มีเซ็กส์ ของเด็กในวัยเรียน ที่อื้อฉาวเป็นข่าวครึกโครม กับเด็กนักเรียนหญิงราชบุรีวัยเพียง 14 มีเซ็กส์กับนักเรียนชายในโรงหนัง ทว่าถ้าไม่มีกล้องจับภาพเอาไว้ก็คงไม่เกิดเรื่อง แต่ด้วยความที่เป็นสถานที่สาธารณะ ทำเรื่องบัดสีอย่างที่คนโบราณเขาบอก ผลสุดท้ายก็ต้องอับอายกลายเป็นข่าวแทบทุกสื่อ ไม่นับคลิปที่ว่อนเน็ตออกไปน่าเสียใจที่เห็นในทุกอิริยาบท

เสื่อม!! รวบนักเรียนเพชรบุรี เปิดม่านรูดจัดเซ็กส์หมู่ สวิงกิ้ง

ไม่ต่างจากกลุ่มเด็กนักเรียน เพชรบุรีกลุ่มหนึ่ง เปิดห้องพักภายในโรงแรมเพื่อมีเพศสัมพันธ์แบบเซ็กส์หมู่ หรือสวิงกิ้งในทุกๆเช้า พบเด็กหญิงอายุ 14 ปี 2 คนอยู่ภายในม่านรูด เป็นข่าวที่น่าเสียใจโดยเฉพาะผู้ปกครอง รู้ที่ไหนอายถึงนั่น หลายคนจึงอยากให้ปัญหานี้เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะผู้ใหญ่หลายคนต้องคิดหนัก หากจะมีลูกสักคน จะต้องเผชิญกับสังคมที่อบายมุขรอบตัว ไหนจะมีโรคจิตชุกชมในเมืองกรุง เป็นเรื่องที่น่าเศร้าหากลูกสาวถูกคนบ้ากามข่มขืน หรือลูกชายไปข่มขืนใครเข้า คนเสียใจคือคนที่เป็นพ่อและแม่ ที่แทบจะเอาปี๊บมาคลุมหัว

เมื่อย้อนกลับมามองต้นเหตุของปัญหา มีหลายปัจจัยทำให้เด็กไทยบางส่วนขาดความยับยั้งชั่งใจ โดยเฉพาะสื่อที่หลากหลายทั้งอินเตอร์เน็ต ทีวี ที่มีทั้งพฤติกรรมเลียนแบบ สิ่งยั่วยุ อย่างเช่นสาวเปลือกอกวาดภาพในทีวี ก็เป็นสิ่งที่สังคมยังเห็นชอบชั่วดี วิพากษ์วิจารณ์กันครึกโครม หากร่วมมือกันแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะสถาบันใกล้ตัวอย่าง ครอบครัว สำคัญที่สุดในการสอดส่องดูแลพฤติกรรม รวมไปถึงการนำไปสู่วาระแห่งชาติ ที่ต้องแก้ไขปัญหากันทั้งระบบ



news.mthai.com

เำิ่พิ่มกำลังทหารอารักขาโอลิมปิค 2012

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษ ต่างประสานเสียงเรียกร้องขอคำอธิบายว่า เหตุใดจึงจำเป็นต้องให้กองทัพเพิ่มกำลังทหารเข้าไปอารักขาโอลิมปิค 2012 หลังจากบริษัทรักษาความปลอดภัยของเอกชนที่เป็นคู่สัญญา และได้รับค่าจ้างไปแล้วหลายล้านปอนด์ แต่กลับไม่สามารถจัดหากำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้อย่างเพียงพอ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้กลายเป็นเรื่องที่สร้างความลำบากใจให้กับคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค ในช่วงที่มหกรรมกีฬาอันยิ่งใหญ่แห่งมวลมนุษยชาติ กำลังจะเริ่มขึ้นในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า เธเรซ่า เมย์ รัฐมนตรีมหาดไทย ได้ยืนยันว่า รัฐบาลจะเพิ่มกำลังทหารอีก 3,500 นาย ในช่วงการแข่งขันโอลิมปิค 2012 ที่ลอนดอน และแสดงความวิตกที่บริษัทรักษาความปลอดภัย จีโฟร์เอส ที่ตอนแรกระบุว่า จะจัดหาบุคลากรด้านการรักษาความปลอดภัยจำนวน 13,500 คน เพี่ออารักขาสถานที่จัดการแข่งขัน 100 แห่ง อาจทำไม่ได้ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้เนื่องจากขาดแคลนกำลังคนและเจ้าหน้าที่ฝึกอาสาสมัคร เมย์ ยังย้ำต่อสมาชิกสภาฯ ด้วยว่า ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยในช่วงโอลิมปิค ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคม ได้มีการวางแผนมาอย่างพิถีพิถัน แต่แผนฉุกเฉินก็เกิดขึ้นได้เสมอ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านการรักษาความปลอดภัยที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาซึ่งเมื่อมีความวิตกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับความสามารถของจีโฟร์เอส ในการจัดหากำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามสถานที่แข่งขัน ทำให้จำเป็นต้องอาศัยกำลังสนับสนุนจากกองทัพ

breakingnews.nationchannel.com

จอห์น เทอร์รี แจงต่อศาลวันสุดท้าย ปิดคดีศุกร์ 13

"จอห์น เทอร์รี"ปราการหลังกัปตันทีม"สิงโตน้ำเงินคราม"เชลซี ขึ้นให้การต่อศาลเวสต์มินสเตอร์ เป็นวันสุดท้าย ในคดีเหยียดผิว"แอนตัน เฟอร์ดินานด์"ปราการหลัง"คิวพีอาร์"ควีนส์ ปาร์ค เรนเจอร์ส ก่อนที่จะมีการตัดสินคดีในวันศุกร์ที่ 13 ก.ค. นี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 12 ก.ค. จอห์น เทอร์รี ปราการหลังกัปตันทีม"สิงโตน้ำเงินคราม"เชลซี ขึ้นให้การในคดีเหยียดสีผิว แอนตัน เฟอร์ดินานด์ ปราการหลัง"คิวพีอาร์"ควีนส์ ปาร์ค เรนเจอร์ส ที่ศาล เวสต์มินสเตอร์ เป็นวันสุดท้าย ก่อนที่จะมีการตัดสินคดีในวันศุกร์ที่ 13 ก.ค. ในเวลาบ่าย 2 โมงตามเวลาท้องถิ่น

อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษวัย 31 ปี ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีเหยียดสีผิวปราการหลัง"ทหารเสือราชินี" ในเกมพรีเมียร์ลีกนัดเมื่อวันที่ 23 ต.ค. ปีที่ผ่านมา ซึ่งทาง เทอร์รี เองก็ได้อ้างว่าตนไม่ใช่พวกเหยียดผิว และคำที่พูดออกมาก็ไม่ได้เจตนา แต่เนื่องจากถูก แอนตัน ขุดเอาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแฟนเพื่อนมายั่วยุ จนตนต้องด่ากลับไป ซึ่งคู่กรณีไม่แน่ใจว่าตนพูดเหยียดผิวหรือไม่จึงกลับมาถาม ตนจึงพูดทวนสิ่งที่ แอนตัน กล่าวมาพร้อมเพิ่มคำหยาบคาย เสียดสี ในสิ่งที่เฟอร์ดินานด์พูดมา

ในการพิจารณาคดีวันสุดท้าย ดันแคนน์ เพนนี ฝ่ายโจทก์ได้ตั้งคำถามถึงข้ออ้างของเทอร์รีโดยระบุว่าอาจจะไม่ใช่การกล่าวทวนอย่างที่กัปตันสิงห์บลูอ้าง พร้อมทั้งยืนยันว่า เฟอร์ดินานด์ ไม่ได้ต้องการสร้างเรื่องอย่างที่หลายฝ่ายสงสัย โดยชี้ให้เห็นว่าคดีนี้จะติดตัว แอนตัน ไปตลอดชีวิตค้าแข้งของเขา และเจ้าตัวเองก็ไม่อยากจะมาขึ้นศาล เหมือนกับ แอชลีย์ โคล เพื่อนร่วมทีมของเทอร์รีที่มาให้การก่อนหน้านี้ พร้อมชี้ว่าทาง โจกย์ เองก็ไม่ใช่เหยื่อคนแรก ที่ต้องถูกบังคับให้มาขึ้นศาล

ด้าน จอร์จ คาร์เตอร์ สตีเฟนสัน ฝ่ายกฎหมายของเทอร์รี เองก็ชี้ว่าลูกความของเขาได้รับการประเมินแล้วว่าไม่ใช่คนเหยียดผิว และคดีนี้ก็ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเพื่ออ้างอิงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกอย่างมาจากการคาดเดา

ในขณะเดียวกัน สตีเฟนสัน ยังได้กล่าวว่า เทอร์รี ไม่ใช่คนที่จะน็อตหลุดเพราะโดนยั่วยุเรื่องความสัมพันธ์ชู้สาว ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่เขาเผชิญมาก่อนหน้านี้นับเป็นพันครั้ง จากประสบการณ์ลงเล่นไปกว่า 600 เกมส์ ตลอด 14 ปี ในการโดนไล่ออกจากสนาม 4 ครั้งไม่มีครั้งไหนเลยที่เป็นเพราะคำพูดของเขา พร้อมชี้ว่าทาง เฟอร์ดินานด์ เองเสียมากกว่าที่เป็นฝ่ายคุมอารมณ์ไม่อยู่ แถมยังเป็นคนยอมรับเองว่าเป็นคนถามทวนคำพูดที่ตนคิดว่าได้ยินกับเทอร์รี ทำให้หลักฐานและเหตุการณ์ที่ปราการหลังคิวพีอาร์อ้างมาไม่มีน้ำหนัก.


www.thairath.co.th

โคราช จังหวัดที่มีวัดมากที่สุด

ประเทศไทยถือว่าประเทศที่มีวัดกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆเป็นจำนวนมาก แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าจังหวัดใดในประเทศที่มีวัดมากที่สุด วันนี้ เดลินิวส์ออนไลน์ อาสาพาไปรู้จักกับจังหวัดที่มีวัดมากที่สุดในประเทศ ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ "จังหวัดนคราชสีมา"

จังหวัดนครราชสีมา หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักในชื่อ โคราช เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย และมีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ เปรียบเสมือนประตูสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันเป็นอย่างดี จังหวัดนครราชสีมา เป็นเมืองที่มีประวัติมายาวนานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาตร์ จนมาสมัยอยุธยา ด้วยความที่ ตั้งอยู่เป็นบริเวณชายขอบระหว่างรัฐที่มีอำนาจ เป็นเสมือน รัฐกันชน นครราชสีมาจึงมีประวัติศาสตร์เกี่ยวพันกีบความขัดแย้งของรัฐหนึ่งกับอีกรัฐหนึ่งเสมอ เรื่อยมาจนสมัยกรุงธนบุรี เจ้าเมืองพิมายและกรมหมื่นเทพพิพิธ ได้พยายามตั้งตัวเป็นชุมนุมอิสระ แต่ถูกปราบลงโดยพระเจ้าตาก ทำให้เมืองนครราชสีมากลายเป็นฐานกำลังทางทหารและการปกครองที่สำคัญของไทยมาโดยตลอด

ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 1 เมืองนครราชสีมามีฐานะเป็นเมืองชั้นเอก และเป็นเมืองหน้าด่านของประเทศเรื่อยมา จนสมันรัชกาลที่ 5 มีการจัดตั้งมณฑลนครราชสีมา เพื่อควบคุมดูแลหัวเมืองในบริเวณใกล้เคียง เป็นมณฑลแรกของประเทศ โดยมี พระยานครราชสีมา (กาจ สิงหเสนี) บุตรเขยของพระยานครราชสีมา (เมฆ) เป็นผู้ว่าราชการคนแรก จังหวัดนครราชสีมา ตั้งอยู่บนที่ราบสูงโคราช ห่างจากกรุงเทพ 259 ก.ม. มีพื้นที่ทั้งหมด12,808,728 ไร่ ซึ่งนอกจากจะเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศแล้ว ยังเป็น จังหวัดที่มีวัดมากที่สุดในประเทศไทย ถึง 1,443 วัด มากกว่าอันดับ 2 คือ จังหวัดอุบลราชธานี ที่มีจำนวนวัดทั้งหมด 1,339 วัด


www.dailynews.co.th

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"ยิ่งลักษณ์"เชื่อปีนี้ดีกว่าปีที่แล้ว รับพท.ปลายน้ำยังน่าห่วง

เมื่อเวลา 15.10 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะเดินทางมาที่ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ชีฟเดค (Seafdec ) อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เพื่อตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าโครงการขุดลอกสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายจำรูญ ตั้งไพศาลกิจ อธิบดีกรมเจ้าท่า และคณะเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าให้การต้อนรับ หลังจากนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า โครงการนี้สืบเนื่องจากที่มีการประชุมและมอบหมายให้ กรมเจ้าท่าร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ในการสำรวจคูคลองระบายน้ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำว่า ในแต่ละลุ่มน้ำมีการเชื่อมโยงกันอย่างไร ซึ่งจะพบว่าบางส่วนมีการตื้นเขินและมีสันดอน ซึ่งกรมเจ้าท่า โดยรัฐมนตรีคมนาคม ก็ได้มีการสั่งการให้ขุดบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีความยาวประมาณ 7 กิโลเมตร ขุดให้มีหน้ากว้าง 240 เมตร สำหรับใช้เดินเรือเพื่อเร่งประสิทธิภาพในการระบายน้ำ และลึกจากระดับน้ำทะเล 3 เมตร ซึ่งจะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำได้อีก 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และโครงการดังกล่าวก็จะทำในส่วนของแม่น้ำท่าจีนด้วย ซึ่งจะแล้วเสร็จใจนเดือนกันยายน " โครงการนี้จะช่วยเร่งประสิทธิภาพการระบายน้ำ และหลังจากที่เราขุดจะพบว่ามีจุดตื้นเขินต่างๆ ซึ่งหากเราขุดให้ลึกขึ้นและมีร่องน้ำ จะทำให้ประสิทธิภาพในการระบายน้ำลงไปยัง ส่วนของตอนล่างเร็วขึ้น " น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว เมื่อถามว่าจากจุดนี้ยังต้องทำจุดในแม่น้ำเจ้าพระยาส่วนอื่นที่ยังตื้นเขินหรือไม่ เช่นจากจ.นครสวรรค์ลงมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า คงจะไปดูในส่วนนั้นก่อน เพราะว่าให้กรมเจ้าท่าสำรวจอยู่ ซึ่งอันนี้ต้องทำจุดใหญ่ก่อน เรามีข้อจำกัดในแก้ปัญหาทีที่มีระยะเวลาจำกัด อาจจะไม่สามารถทำให้ได้เรียบร้อยทั้งหมด จะเลือกเอาจากการลำดับความสำคัญ อย่างจำนวนอุปกรณ์ต่างๆ เราก็ใช้อุปกรณ์เรือของกรมเจ้าท่าหมดแล้ว รวมถึงที่จะใช้ร่วมกับภาคเอกชนด้วย ซึ่งก็จะมีข้อจำกัด เพราะว่าเมื่อขุดเราก็ต้องนำเอาไปทิ้ง ซึ่งเรือที่เอาไปทิ้งก็ต้องวิ่งไปทิ้งจากจุดที่ตั้งห่างออกไป10 - 20 กิโลเมตร ก็จะใช้เวลาพอสมควร ซึ่งต้องจัดลำดับความสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เมื่อถามว่าทางกรมอุตุนิยมวิทยารายงานเรื่องมรสุม จะส่งผลให้ให้เพิ่มปริมาณน้ำหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ปริมาณน้ำฝนเท่าที่คุยกันก็ยังไม่ได้มากกว่าปีที่แล้ว แต่ว่าอาจจะเป็นลักษณะของปริมาณน้ำฝนที่ตกมาช่วงนี้มากและฉับพลัน แต่ประสิทธิภาพการระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ทำการระบายน้ำไปอย่างเต็มที่ และก็ได้สั่งการให้แต่ละหน่วยงานลงไปสำรวจหน้างานจริงว่า บางพื้นที่อาจจะมีน้ำขังอยู่ อย่างไรก็ตามก็จะไม่ให้มีการน้ำขัง ปัญหาวันนี้ ยังไม่ได้เกิดเกี่ยวกับปัญหาอุทกภัย แต่เป็นเรื่องปริมาณน้ำฝนที่ลงมาในช่วงเวลาเดียวกันมากกว่า เมื่อถามว่ามั่นใจแค่ไหนกับการรับมือน้ำท่วม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องดีกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งยากที่จะบอกเพราะขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝน แต่ ณ วันนี้ประมาณน้ำฝนไม่ได้มากกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งการเตรียมการ เราเตรียมการในลักษณะที่หากปริมาณน้ำฝนมาเท่ากับปีที่ผ่านมาหรือน้อยกว่าโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมหรือเหตุต่างๆก็น้อยลง ประกอบกับสิ่งที่เราได้เตรียมการทั้งระบบป้องกัน ก็คือการสร้างความแข็งแรงของพนังกั้นน้ำและการเสริมแนวถนนเลียบแม่น้ำ และการขุดลอกคูคลองก็เชื่อว่าองค์ประกอบรวมกันน่าจะดีขึ้น " ตอนนี้ห่วงที่ปลายน้ำ ส่วนต้นน้ำก็ต้องทำ แต่ได้สั่งการทำฝายชะลอน้ำ ซึ่งจะเสร็จในกลางเดือนนี้ พื้นที่กลางน้ำเท่าที่ติดตามการก่อสร้างก็น่าจะเสร็จทัน ซึ่งสื่อมวลชนอาจจะไม่ได้เห็นการซ่อมที่ สมบูรณ์ทั้งหมด แต่เราจะซ่อมอย่างน้อยเฟสแรก เพื่อที่จะเตรียมรองรับทั้งเรื่องเขื่อนและประตูระบายน้ำทั้งหมด ที่มีปัญหาในปีที่ผ่านมา ประกอบการติดตั้งกล้องซีซีทีวี หรือโทรมาตรวัดน้ำเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำในจุดสำคัญ อันนี้จะมีการติดตั้งให้เสร็จก่อน ซึ่งก็เหลือการเร่งระบายน้ำในส่วนของพื้นที่ปลายน้ำ ที่ยังติดปัญหาทางด้านเทคนิคที่ยังต้องการการติดตามเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหาทางด้านเทคนิคอีกครั้งหนึ่ง" นายกรัฐมนตรี กล่าว

breakingnews.nationchannel.com

นายกฯอย่านำบ้านเมืองอัปลักษณ์

เฮ้อ...ยังบ้าน-ยังเมืองซะทีครับ หลังจากไปเที่ยวซะหลายวัน หะแรกเข้าใจว่า การไม่ต้องนั่งตะบี้ตะบันเขียนหนังสือทุกวัน..ทุกวัน ได้หนีไปเที่ยวไหนต่อไหนไกลๆ เสียบ้าง นั่นคือสวรรค์ แต่เอาเข้าจริง พอห่างตรงนี้ พูดกันตรงๆ คือห่างจากท่าน ทำให้ผมได้พบ "ไส้ตะเกียงแห่งชีวิต" ว่า การได้พูด-ได้คุย-ได้บ่นกับท่านตรงนี้ตะหาก คือสวรรค์ที่ใฝ่หา จากจิตปรารถนาอันซ่อนรากลึก เพราะสิ่งที่ท่านเทไหลผ่านเป็นการตอบสนอง ทั้งด้านบวก และด้านลบให้ผมได้รับ นั่นคือ "น้ำมัน" ที่หล่อเลี้ยงให้ "คนไส้ตะเกียง" อย่างผม โชนแสงอยู่ได้..ในทุกภาวะแรงลม ก็ไปเที่ยวสเปนมาครับ สนุกมากกกก....! แต่ค้นหาจนทั่วทุกซอก-ทุกมุมของประเทศสเปนแล้ว ไม่พบ "แมลงวันสเปน" อย่างที่ได้ยินกล่าวขานเป็นตำนานกันมานับแต่อ้อน-แต่ออกซักตัว หรือท่านใดที่ไปมาแล้ว และเคยพบ ช่วยแบ่งผมซักแข้ง-ครึ่งขา ก็จะเป็นพระคุณ ถามว่าไปกับใคร? ก็ไปกับบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดยคุณวีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือที่ผมได้ยินใครต่อใครเรียกกันว่า ซีอีโอ..ซีอีโอ...นั่นแหละ ถามอีกว่า...ไปทำไม ไปร่วมฉลองแชมป์ยูโรคัพ กับสเปนงั้นรึ? ไม่เกี่ยวกันหรอก ก็แค่แวะเข้าไปปัสสาวะที่สนามคัมป์นู ของทีมบาร์เซโลนาเป็นการ "ตัดไม้ข่มนาม" สอง-สามหยดเท่านั้นแหละ เพราะโปรแกรมที่จะไป ทางไทยออยล์เขาวางไว้ก่อนบอลยูโรจะเตะเป็นเดือน ยังไม่รู้หรอกว่าใครจะชนะ ตอนที่ไทยออยล์มาชวน ผมก็สงสัยเหมือนกันว่า... เป้าหมาย..ทำไมจึงต้องเป็นสเปน มันไกลแสนไกล ผมเป็นคนไม่ชอบอั้นแก๊สไว้ในท้องซะด้วย แต่ที่ไหนได้ ไปถึงสเปนแล้วถึงได้รู้.... สเปนอยู่ใกล้ๆ กับบางอ้อนี่เอง! คือคุณวีรศักดิ์ท่านบินล่วงหน้าไปประชุมด้วยเรื่องน้ำมูก-น้ำมันที่สหรัฐ มอบให้ "คุณสมชัย วงศ์วัฒนศานต์" ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านบริหารองค์กร นำทัพสมทบตามไป พอถึงสเปนท่านก็บินจากสหรัฐมารอ รุ่งขึ้นก็บินไปประชุมต่อที่มาเลย์อีก ครับ...เห็นแล้วก็เวียนหัวกับการที่บรรดาซีอีโอแต่ละองค์กรระดับโลกต้องไปเบรนสตอร์มหรือ "สุมหัว" ระดมวิสัยทัศน์เจาะวิกฤติเศรษฐกิจให้ทะลุสู่อนาคตอันไกลโพ้น พอมีจังหวะผมก็เลยถามกับคุณสมชัย ผู้ที่ซีอีโอวีรศักดิ์มอบหมายให้ควบคุมภารกิจการนำคนสื่อผู้บริหารข่าวสารด้านเศรษฐกิจไปสเปนครั้งนี้ โดยมีผมซึ่งไม่ประสาด้านเศรษฐกิจติดไปด้วยหนึ่งหน่อ คุณสมชัยก็เล่าให้ฟังว่า การไปสเปนเที่ยวนี้เป็นแนวคิดซีอีโอวีรศักดิ์ โดยท่านบอกว่า ไม่ต้องไปบอกว่าไปดูงานนั่น-นี่ให้ยุ่งยาก เพราะลำพังไทยออยล์สมบูรณ์พร้อมอยู่แล้ว ไม่มีงานเกี่ยวกับพลังงานอะไรในสเปนที่ต้องไปดู แต่มุมมองซีอีโอวีรศักดิ์มีว่า สิ่งที่ต้องไปดูก็คือ "ปัญหาด้านเศรษฐกิจ" ยุโรป ที่กำลังเกิดวิกฤติขณะนี้ และกำลังเป็นโรคระบาดสู่ประเทศกลุ่มสมาชิกยูโรโซนไปทีละประเทศ จากกรีซ กำลังจะไปอิตาลี และสเปน ซึ่งใหญ่อันดับ ๔ ของยูโรโซน บ้านเรา คือไทย เป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าส่งออก สหรัฐ-ยุโรป รวมกันก็กว่าครึ่งของรายได้จากการส่งออกทั้งหมดทั่วโลก ฉะนั้น ถ้ายุโรปซึ่งเป็นประเทศ "ผู้บริโภค" เป็นอะไรไป เราในฐานะ "ผู้ผลิต" ก็ยากจะอยู่เป็นสุข ดังนั้น เพื่อเป็นการ "รู้เขา-รู้เรา" ล่วงหน้า ยึดคติตามโบราณว่า "สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็น ไม่เท่าหนึ่งมือคลำ" ซีอีโอวีรศักดิ์จึงแนะว่า "อีกสิ่งหนึ่งที่ไทยออยล์ควรจะทำเพื่อสังคมในวงกว้างได้ยามนี้ก็คือ การอาศัย 'สายตาสื่อ' ให้ไปดู ไปเห็นพื้นที่จริง-สภาพเศรษฐกิจและสังคมจริง เพื่อให้สื่อได้ทำหน้าที่ "ผู้นำข่าวสาร" จากพระเจ้าเศรษฐกิจกลับมาประกาศให้พวกเรา ซึ่งอยู่ในอีกซีกโลกหนึ่งได้ทราบความจริง (นอกเหนือจากข่าวทั่วไป) จากพื้นที่จริง-สภาพจริงว่า จริงๆ แล้ว ปัญหาวิกฤติในยุโรปนั้น มันร้ายแรงขนาดไหน สาเหตุมันมาจากอะไรกันแน่?" ไทยออยล์ ต้องการให้สื่อช่วยไปดู แล้วนำสิ่งที่รู้-ที่เห็นสะท้อนออกมาให้ "สังคมไทย" ได้ทราบ เป็นการเตือนสติ-เตือนภัยด้วยข่าวสารที่เข้าถึงประชาชนได้เร็ว จากกรีซ ก็จะถึงอิตาลี และจากอิตาลี ตานี้ก็สเปนแหละ! สเปนยังวิกฤติอ่อนๆ ระดับแก่ เหมือนไทยที่ขณะนี้ยังไม่ถูกโรคมือ-เท้า-ปากจากเขมรระบาดเต็มที่ คุณวีรศักดิ์จึงแนะคุณสมชัยว่า จุดที่ควรนำสื่อไปดูเพื่อนำ "ข่าวสาร" มาบอก เหมาะที่สุดตอนนี้คือ ที่สเปน ด้วยเหตุดังนี้แล ผมจึงได้ตามแห่ไปรับกระแสรังสีพลังสุริยะเมืองสเปนกะเขาด้วย เรียกว่าไปเที่ยวนั่นแหละตรงตัว ๔ ทุ่มแล้วแดดยังแจ๋ผ่ากระบาลร้อนจี๋ ผมซอกซอนไปเมืองนั้น-เมืองนี้ เรียกว่าปีนเขาซะลิ้นห้อยถึงหู เป็นการสำรวจข้อมูลอันนำมาสู่ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ก็ดมปัญหาถึง "ก้นครัว" คนสเปน ตามวิธีการของผมนั่นแหละครับ ดมแล้วจึงพอเข้าใจหละว่า ปัญหามันอยู่ตรงไหน จะแก้ได้ หรือไม่ได้ และมันจะส่งผลบวก-ลบมาถึงไทยมากน้อยขนาดไหน ก็ต้องค่อยๆ ฝอยกันไปตามจังหวะเป็นครั้ง-เป็นคราว ส่วนวันนี้เอาเป็นกราวหน้าพาทย์ พอหอมปาก-หอมคอ ไปต่อกันวันหน้า ว่าด้วยปัญหาจริงจากระดับ "รากหญ้าสเปน" เลยทีเดียว นี่...ไม่ได้โม้นะ จะบอกให้! ผมไปสเปนไม่แปลก แต่ที่ท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะไปเขมรวันพรุ่งนี้ (๑๓ ก.ค.๕๕) นั่นซิถึงแปลก อย่าว่าโง้น-งี้เลยนะครับ ขอตำหนิโดยตรงเลยทีเดียว ฮุน เซน จะยกเขมรเป็นเมืองขึ้นสหรัฐ ให้นางฮิลลารี คลินตัน แค่ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศเข้ามาชี้นิ้วสั่งการ นั่นก็เรื่องของบ้านเขา-เมืองเขา เราไม่เกี่ยว แต่การที่นางคลินตัน ระดับเดียวกับนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล "คนเช็ดเกือกทักษิณ" จะมากระดิกนิ้วเรียกคนระดับ "นายกรัฐมนตรี" ประเทศไทย ไปหา ไปพบ ไปเจรจา บ้าๆ บอๆ กับเขาที่เขมรอย่างที่ทำอยู่ขณะนี้ ผมพูดได้คำเดียวว่า "นายกรัฐมนตรี" ต้องไม่ทำลายเกียรติ-ศักดิ์ศรีประเทศ ด้วยการวิ่งตามนิ้วนางคลินตันที่กระดิกเรียกไปพบ! ท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ครับ โดยตัว คุณคือนาง หรือนางสาวก็แล้วแต่ เป็นน้องสาวอดีตนายกฯทักษิณ คุณจะไปไหน ไปขึ้นช้าง-ลงม้า ชั้น ๕ ชั้น ๗ ได้ทั้งนั้น มันเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนตัวของคุณ แต่วันนี้ "นางสาวยิ่งลักษณ์" อยู่ในสถานภาพ "นายกรัฐมนตรี" ของประเทศไทย ถือเป็นตัวแทนประเทศ เป็นบุคคลสาธารณะ มีกรอบ มีกฎ มีกติกา มีศักดิ์ มีศรี ในความเป็นชาติ ในความเป็นประเทศ สิ่งประพฤติปฏิบัติ "ตามเคย-ตามชอบ" ต้องไม่ทำ สิ่งประพฤติปฏิบัติ "ตามกรอบ-ตามกติกา" ต้องทำ! แล้วท่าน...ในฐานะนายกฯ เส้นผมมากกว่านายสุรพงษ์ผู้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ท่านต้องมีความคิด-ความรับผิดชอบเหนือกว่าคนเช็ดเกือกขึ้นชั้น คิดดูซิ...เราเป็นนายกฯ นางคลินตันเป็นแค่รัฐมนตรี แถมเป็นแขกของรัฐบาลเขมรเขา แล้ว...ขอโทษที่ต้องใช้ภาษาไทยที่ตรงกับการกระทำว่า "เสือก" เจ้ากี้-เจ้าการ เป็นแขกเขา แต่กลับเป็นฝ่ายเชิญนายกฯ ของอีกประเทศ คือนายกฯ ไทยให้ไปพบในบ้านคนอื่น แค่อาศัยคำโก้ๆ ว่า "เชิญไปแสดงวิสัยทัศน์" สหรัฐต้องมาอาศัยความคิด-ความอ่านนายกฯ ไทยขนาดนั้นเชียวเรอะ ฟังแล้วตลก หน้าฉากที่ชาวโลกเข้าใจ เท่ากับสหรัฐแสดงอำนาจบาตรใหญ่อวดให้เข้าใจว่า ทั้งขมร ทั้งไทย คือ "เมืองขึ้น" สหรัฐกลายๆ เป็นเด็กในคาถา สั่งได้-เรียกได้-ใช้ได้ เรียกว่าใช้มือกวักเรียก แทนกวักด้วยนิ้วเท้า แค่นี้ก็ถือว่าให้เกียรติมากแล้ว!? "กระทรวงการต่างประเทศ" ใครเป็นปลัดกระทรวง ยอมทำตามนักการเมืองที่ขายศักดิ์ศรีชาติบ้านเมืองโดยไม่ท้วงติงขนาดนี้เชียวหรือ ผมอ่านข่าวจากสเปนว่า "นางคลินตันเรียกนายกฯ ไทยไปพบที่เขมร" โกรธจนอยากลงไปแทงวัวกระทิงเขาอ่อนให้หงายท้องคาสนาม บอกไม่เชื่อ? ไม่มีการทูต การประเทศที่ไหนในโลกเขาทำหยาบคาย และหยาบหยามกันแบบนี้หรอก ที่รัฐมนตรีต่างประเทศเป็นแขกนั่งอยู่ประเทศหนึ่ง แล้วเชิญนายกรัฐมนตรีของอีกประเทศไปพบ แล้วก็ไม่มีนายกฯประเทศไหนยอมทำลายเกียรติศักดิ์ศรีประเทศตัวเองด้วยการวิ่งแรดๆ ไปตามที่เขาเรียกด้วย ทั้งหมดนี้ มันเหมือนซื้อข้อสอบนายสิบตำรวจที่รั่วออกไปนั่นแหละ นางคลินตันพานักธุรกิจสหรัฐมาดูการลงทุนญวน-ลาว-เขมร บริษัทน้ำมันก็อยู่ในกลุ่มนี้ เขมร-ไทย เป็นเจ้าของร่วมแหล่งพลังงานในอ่าวไทยมหาศาล นางคลินตันไปเยือนญวนได้ เยือนลาวได้ เยือนเขมรได้ แต่กับไทย อยากคุยก็มาซี ตัวแค่ รมว.ต่างประเทศ กลับไม่ยอมมาให้นางสาวยิ่งลักษณ์ได้โอเวอร์คัม กลับไปยึดเขมรเป็นฐานบัญชาการประเทศกลุ่มอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง กระดิกนิ้วเรียกนายกฯ ไทยไปพบ จะไปแสดงวิสัยทัศน์ ไปเจรจาเรื่องพลังงาน หรือขอบอก-ขอบใจวีซ่าพี่ชาย ก็สุดแท้แต่เถอะ แต่นางสาวยิ่งลักษณ์สมควรต้องทราบ และต้องสำนึกว่า....เราเป็นผู้นำบริหารประเทศไทย ศักดิ์ศรีเหนือกว่านางคลินตัน จะเอาประโยชน์ตัวหรือวงศ์ตระกูลเป็นที่ตั้ง แล้วเอาตำแหน่งประเทศไปแลก ด้วยการบินไปเขมรตามคำเรียก ไม่สมควร! สหรัฐมันหงายไพ่เล่นแล้ว นางคลินตันคือเบี้ยในกระดาน "องค์กรอำนาจเดียวครองโลก" การเดินหมากซึ่งๆ หน้าตานี้ เป็นแต้ม "รุกจีน" ด้วยการกวาดต้อน ญวน-เขมร-ลาว-พม่า และไทย ในกลุ่มลุ่มน้ำโขง ๕ ประเทศไปจากจีน ให้ไปอยู่ฝั่งเขาคือสหรัฐ และนี่คือ....การ "ประกาศสงคราม" ได้เกิดขึ้นแล้ว!

www.thaipost.net

ยิ่งลักษณ์พบคลินตัน ลากไทยลงเบี้ยล่างสหรัฐฯ

รายงานการเมือง ในขณะที่คนไทยกำลังลุ้นระทึกกับเหตุการณ์ศุกร์ 13 ที่อาจเป็นวันสยองของรัฐบาล หรืออาจจะไม่มีอะไรในกอไผ่ หรืออาจจะออกในรูปอื่นๆ ได้ตามแต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงไม่สมควรที่เพื่อไทยกับคนเสื้อแดงจะไปปักธงให้ศาลต้องเดินตาม อาการดิ้นพล่านของโจกแดง รวมถึงรัฐมนตรีในรัฐบาลไล่เรียงมาตั้งแต่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ไปจนถึง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯ ที่ออกมาคุกคามศาลอย่างชัดเจนว่าหากตัดสินไม่ตรงใจแดงวุ่นวายแน่ ไม่มีรัฐบาลของประเทศไหนเอาความสงบของชาติมาเป็นตัวประกันเพื่อข่มขู่ศาล แถมคนที่ทำยังเป็นถึง รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียด้วย อะเมซิ่งไทยแลนด์จริงๆ ที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือ

ในห้วงเวลาที่บ้านเมืองกำลังเข้าสู่หน้่าสิ่วหน้าขวาน แต่นางสาวลูกหนึ่ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กลับไม่อยู่ในประเทศไทย มีกำหนดการลึกลับงอกออกมาอ้างคำเชิญของ ฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เดินทางไปกัมพูชาเพื่อกล่าวสุนทรพจน์กับนักธุรกิจสหรัฐ ยิ่งลักษณ์โกอินเตอร์ที่เขมร ตามคำเชิญของสหรัฐฯ แค่ฟังก็ปวดหัวแล้ว เพราะมันสับสนไปหมดทั้งการขัดธรรมเนียมทางการทูต ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนที่พี่ชายนักโทษของนายกฯเพิ่งจะได้รับวีซ่ายาว 10 ปี จากสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางความพยายามที่จะขอใช้สนามบินอู่ตะเภาของสหรัฐอเมริกา สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้อดห่วงใยประเทศชาติไม่ได้ว่า นอกจากจะต้องเผชิญกับปัญหาการเมือง ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจแล้ว ยังกำลังเข้าสู่จุดสุ่มเสี่ยงต่อปัญหาการเมืองระหว่างประเทศแทรกซ้อนเข้ามาด้วย



news.nipa.co.th

ทีโออาร์ โปร่งใส ยิ่งลักษณ์ ยืนยัน

12 ก.ค.55 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ติดตามความคืบหน้าและเยี่ยมชมจุดให้ข้อมูล แจกเอกสารการลงทะเบียนสำหรับการประมูลโครงการตามกรอบแนวคิดเพื่อการออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่เปิดให้ภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศเข้ารับเอกสารการประมูลหรือทีโออาร์ ไปตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยมีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รายงานความคืบหน้า โดยกล่าวว่า เอกสารการทำทีโออาร์ และโครงการตามแผนบริหารจัดการน้ำทั้งหมดไม่มีการปิดบัง หากสื่อมวลชน ฝ่ายค้าน รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการทราบข้อมูลรายละเอียด สามารถมาลงทะเบียนเพื่อขอรับสำเนาเอกสารได้

ขณะที่นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า การทำทีโออาร์โครงการป้องกันน้ำท่วมเป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่ได้มีการปิดบังเหมือนอย่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหา โดยรัฐบาลได้ทำหนังสือเชิญชวนบริษัทเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้เข้ามาร่วมเสนอทีโออาร์ เนื่องจากเราต้องการใช้งบอย่างโปร่งใสมากที่สุด และอยากได้ระบบการบริหารจัดการน้ำที่มองแบบภาพรวมทั้งหมด ถ้าเราใช้งบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเดียว ก็จะไม่มีประโยชน์สำหรับการบูรณาการอย่างยั่งยืนในระยะยาว เราต้องการคนที่มีความรู้มามองในภาพรวมให้ด้วย เพื่อเชื่อมลุ่มน้ำทั้งหมด 25 ลุ่มน้ำ และดูวิธีการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ รวมถึงแนะนำ เสนอโครงสร้างของการวางแนวเขื่อน ลุ่มน้ำ ฟลัดเวย์ และการทำแก้มลิงต่างๆ ซึ่งบริษัทที่ได้เสนอทีโออาร์จะต้องไปดูทั้งสิ่งที่เรามีอยู่เดิม และเสนอใหม่ แต่สาระสำคัญคือเราจะยึดตามแนวพระราชดำริ คือต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และต้องทำตามแผนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ที่ได้นำเสนอต่อประชาชนไว้

“ขอให้สื่อมวลชนเข้ามาดูและตรวจสอบได้เลย เพราะนี่เป็นงานของประเทศที่ทุกคนควรจะได้มีส่วนรับรู้ และแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ซึ่งรายละเอียดของโครงการทั้งหมดเรามีชัดเจนแล้ว แต่ที่เปิดให้ทำทีโออาร์เพื่อจะให้ได้ข้อมูลที่ดีขึ้นในการเชื่อมต่อทั้ง 25 ลุ่มน้ำเข้าด้วยกัน นี่คือจุดสำคัญที่เราหวังไว้ และหลังจากนี้ก็จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งมาจากหัวหน้าส่วนราชการที่รับผิดชอบตามกฎหมาย เช่นกรมชลประทาน สภาพัฒน์ฯ เข้ามาตรวจสอบ ยืนยันว่าโครงการนี้โปร่งใสแน่นอน พร้อมให้ข้อมูล และสามารถชี้แจงกับสื่อมวลชนได้ทุกขั้นตอน รวมทั้งยินดีรับฟังข้อคิดเห็นต่างๆ ด้วย” นายกฯ กล่าว

'นายกฯ'วอนทุกฝ่ายฟังคำวินิจฉัยศาล-เชื่อไร้ปัญหา

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยคดีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ขัดกับมาตรา 68 หรือไม่ในวันที่ 13 กรกฎาคมว่า อยากให้เราฟังคำวินิจฉัยด้วยความสงบ และมีสมาธิไม่อยากให้พี่น้องประชาชนกังวลมากเกินไป ก็คงต้องรอฟังผลก่อน เพราะว่าการกังวลแล้วอาจจะทำให้เกิดความความกังวลใจซึ่งไม่ได้ทำให้เกิดอะไรขึ้น เรารอฟังผลก่อนดีกว่า ตนอยากให้เป็นอย่างนั้น ไม่อยากให้มองว่าเลข 13 เป็นเลขไม่ดี จริงๆแล้วตัวเลข 13 นี้เป็นตัวเลขที่โชคดีสำหรับหลายคนก็มี

ผู้สื่อข่าวถามว่าถือว่าเป็นวันดีของรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "ไม่ขอบอกดีมั้ยค่ะ อันนี้เราก็ขอทำหน้าที่ของเรา" เมื่อถามว่าจากการที่แกนนำพรรคเพื่อไทยมีการออกมากล่าวเชิงปลุกระดมมวลชน หากมีคำตัดสินออกมาในทางที่สวนกระแสกับด้านของตัวเองนั้น จะเป็นการทำให้ประเทศกลับไปสู่ความขัดแย้งอย่างเดิมหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อย่างที่เรียนว่าไม่อยากให้กังวลเกินไปอันนี้ต้องขอทุกส่วนว่าเราน่าจะรอผลก่อน แล้วก็ค่อยๆพูด ค่อยๆจา พูดคุยกัน เพราะเชื่อว่าคนไทยด้วยกันคุยกันได้

เมื่อถามว่าจะมีการห้ามปรามคนในพรรคในการออกมาพูดปลุกระดม หรือกดดันหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องขอความร่วมมือไปยังทุกส่วนในการพูดคุยกัน การแสดงความคิดเห็นได้แต่ให้อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย แล้วก็อย่าใช้ความรุนแรง เมื่อถามถึงกรณีที่นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำ นปช. เปิดเผยว่ามีขบวนการล้มล้างรัฐบาลโดยเป็นการระดมทุนมาที่ศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 13 กรกฎาคมนั้น นายกรัฐมนตรี ไม่ตอบคำถามพร้อมเดินออกจากวงสัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวออกไปทันที

สั่ง'ยงยุทธ'ประสานผู้ว่าฯ กำจัดผักตบฯในพื้นที่กีดขวางทางน้ำ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมการติดตามผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ว่า ได้ติดตามเรื่องการทำงานซึ่งรัฐบาลกำลังเตรียมงานในเรื่องการจัดวิธีการทำงาน หรือโครงสร้างการทำงานของ ศูนย์บริหารจัดการน้ำแบบเบ็ดเสร็จ หรือ ซิงเกิล คอมมานด์ (Single Command Center) ในการที่จะปรับตัวเป็นศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า เพื่อที่จะประสานไปยังทุกจังหวัด และประสานงานกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องว่าเรื่องความรับผิดชอบและขอบข่ายหน้าที่เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ รวมถึงการวางระดับการเตือนภัย เช่น ตัวอย่างการเตือนภัยระดับจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดก็จะเป็นผู้อำนวยการศูนย์ แต่ว่าจะทำอย่างไรให้รู้ว่าความเสียหายหรือภัยพิบัติต่าๆ จะต้องยกระดับเตือนภัยเมื่อไหร่ และก็มีการประสานเชื่อมกับส่วนกลางซึ่งเป็นสิ่งที่เราคุยกันในเนื้อหา

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า อีกส่วนหนึ่งคุยกันว่าจะทำอย่างไรในการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่ตอนล่าง ซึ่งก็คือส่วนของกรุงเทพมหานคร ที่มีปลายอุโมงค์รับน้ำ ซึ่งมีโครงการพระราชดำริ แก้มลิงคลองมหาชัย-สนามไชย นั้น จะทำอย่างไรให้น้ำไหลลงไปได้ เพราะพื้นที่ส่วนตอนล่างเป็นพื้นที่ลุ่ม แต่น้ำไม่ระบายไปทั้งหมด ซึ่งตนได้ฝากให้คณะอนุกรรมการระบายน้ำ กับทาง กทม. ที่จะหารือกันเพื่อหาแนวทางระบายน้ำ เร่งรัดการระบายน้ำ ทั้งส่วนของฝั่งตะวันออกและตะวันตก และส่วนสุดท้าย ได้หารือกันในเรื่องการขุดลอกคูคลองและลอกท่อไปแล้ว ก็จะพบปัญหาประจำวันทุกวัน แม้ว่าจะมีการลอกคูคลองใหญ่แล้ว ก็จะเห็นว่าจะมีผักตบชวาต่างๆ ลอยมา ซึ่งมีทั้งต้นไม้และสิ่งต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นได้ง่ายและเร็ว

อีกทั้งอาจจะมีปัญหาประชาชนทิ้งขยะทำให้ปัญหาการอุดตุนจะกลับมาอีก ซึ่งตนได้สั่งการให้ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด ในการใช้พื้นที่ใกล้เคียงว่า ใครที่อยู่ใกล้พื้นที่ไหนให้หามาตรการดูแล ซ่อมแซม ในเรื่องการทำความสะอาดบริเวณที่อยู่ใกล้เคียงด้วย นอกจากนี้ ยังได้หารือการพยากรณ์ในเชิงซิมมูเลชั่น ของซอฟแวร์ เพื่อดูว่ายังมีปัญหาส่วนใดอีกในเรื่องการระบายน้ำที่ยังไม่เชื่อมต่อกันก็สั่งการเพิ่มเติมเล็กน้อย

เมื่อถามว่ายังมีจุดไหนที่นายกรัฐมนตรียังเป็นห่วง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นห่วงว่าจะทำอย่างไรให้ประสิทธิภาพของคูคลองรับน้ำได้มากกว่านี้ เพราะอย่างที่บอกว่าการระบายน้ำพื้นที่ตอนปลาย และยังมีเรื่องคูคลองที่แคบเกินกว่าในอดีต หรือเรื่องพื้นที่งอก หรือการที่ประชาชนที่อยู่ริมคลองต่างๆก็อาจจะทำให้การระบายน้ำไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งคงต้องหารือกัน แต่คงทำได้ในระยะสั้น แต่ระยะยาวคงต้องคุยกัน อย่างคลองที่มีลักษณะคล้ายกับฝั่งตะวันตก หรือคล้ายลักษณะคลองลัดโพธิ์ ซึ่งอนาคต ก็ต้องหาทางออกว่าจะทำอย่างไรให้น้ำระบายออกไปได้เร็ว

กทม.จี้รัฐจ่ายเงินช่วยน้ำท่วม2หมื่นบาททุกราย

นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ขณะนี้นายเจริญรัตน์ ชูติกาญจน์ ปลัดกทม. ได้ลงนามในหนังสือด่วนที่สุดถึงอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เรื่องการพิจารณาให้ความช่วยเหลือกรณีประชาชนกรณีร้องเรียนถึงการเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยตามระเบียบกระทรวงการคลัง 5 รายการ เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติเงินเยียวยาเพิ่มเติมเป็น 20,000 บาททุกราย ในพื้นที่ประสบอุทกภัยทั้งหมด 36 เขต จำนวน 118,733 ราย เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกับจังหวัดอื่นๆ โดยคาดว่าจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมอีก 400 ล้านบาท จากเดิมที่มีการอนุมัติไปงบประมาณ 2 พันล้านบาทเพื่อจ่ายเงินช่วยน้ำท่วม 5 รายการไปก่อนหน้านี้ใน 36 เขตดังกล่าว



www.komchadluek.net

จ่อยิงญาติ สน เดอะสตาร์ 1 ดับค่าที่ มุ่งประเด็ดธุรกิจ

กลางดึกของวันที่ 11 ก.ค.55 ที่ผ่านมา พ.ต.ต.วิโรจน์ วิไลลักษณ์ สารวัตรเวร สภ.ทุ่งตำเสา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นำกำลังตำรวจพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยทุ่งตำเสา และแพทย์เวรโรงพยาบาลหาดใหญ่ เข้าตรวจสอบเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิตที่ร้านอาหารชื่อ "พี่พร อาหารตามสั่ง" เลขที่ 62/1 ตั้งอยู่บริเวณสามแยกบ้านหูแร่ พื้นที่ ม.3 ต.ทุ่งตำเสา อ.หาดใหญ่ โดยที่เกิดเหตุเป็นบ้านพักชั้นเดียว ที่หน้าบ้านเปิดเป็นร้านขายอาหารตามสั่ง ภายในบ้านมีศพนายถนอม สุวรรณโล อายุ 49 ปี อาชีพช่างทำเฟอร์นิเจอร์ ถูกคนร้ายยิงนอนเสียชีวิตอยู่ ทางเจ้าหน้าที่เข้าชันสูตรพลิกศพเบื้องต้นพบว่าถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดที่คอด้านขวา 1 นัด กลางหลัง 1 นัด และยังพบหัวกระสุนปืนในที่เกิดเหตุอีก 1 หัว แต่ไม่พบปลอกกระสุนปืนแต่อย่างใด จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน จากการสอบสวนนางพาพร สุวรรณโล อายุ 45 ปี ภรรยาผู้ตาย ซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารตามสั่งดังกล่าว ให้การกับตำรวจว่า ขณะที่ตนเองและลูกชายกำลังเก็บข้าวของเพื่อจะปิดร้าน ระหว่างนั้นนายถนอม สามียืนอยู่บริเวณหน้าร้าน และได้มีคนร้าย 2 คนขี่รถจักรยานยนต์ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน สวมหมวกกันน็อกปิดบังใบหน้ามิดชิดมาจอดที่หน้าร้านใกล้ๆกับที่สามียืนอยู่ จากนั้นคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายลงจากรถ พร้อมกับชักอาวุธปืนออกมา นายถนอมเห็นเข้าจึงพยายามวิ่งหนีเข้าในร้าน แต่ก็ถูกคนร้ายยิงใส่ร่างทันที 3 นัด จนล้มฟุบลงกับพื้นและเสียชีวิต ส่วนคนร้ายวิ่งขึ้นรถจักรยานยนต์ที่เพื่อนรออยู่หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ส่วนสาเหตุของปมสังหารในครั้งนี้ ในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถระบุชี้ชัดได้ รอการสอบสวนปากญาติๆของผู้ตายและพยานในที่เกิดเหตุก่อน แต่สันนิษฐานไว้ว่าอาจจะมาจากเรื่องความขัดแย้งกันกับใครคนใดคนหนึ่ง หรือเรื่องขัดแย้งในด้านธุรกิจรับเหมาเฟอร์นิเจอร์ที่ผู้ตายทำอยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป ทั้งนี้หลังจากเกิดเหตุคนร้ายยิงนายถนอม เสียชีวิต ได้มีดารา นักร้องหนุ่ม สน เดอะสตาร์ 1 หรือ สนธยา ชิตมณี เดินทางมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย เพราะมีบ้านพักอยู่ในละแวกที่เกิดเหตุ และทราบว่าเป็นญาติกับผู้ตายด้วย พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจกับทางภรรยาและญาติของผู้ตายต่อเรื่องที่เกิดขึ้น

breakingnews.nationchannel.com

ทริสเรทติ้ง คงอับดับเครดิตองค์กร ที่ระดับ “A”

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้มีการค้ำประกันของ บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A” ด้วยแนวโน้ม “Stable” หรือ “คงที่” โดยอันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงผลงานในธุรกิจผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยของบริษัทที่ได้รับการยอมรับ ตลอดจนการมีกระแสเงินสดที่แน่นอนจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (Power Purchase Agreement -- PPA) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและไอน้ำระยะยาวกับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของลูกค้าส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งมีโรงงานตั้งอยู่ในบริเวณมาบตาพุด ในขณะที่แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหมายว่าบริษัทจะมีกระแสเงินสดที่แน่นอนจากการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับ กฟผ. และกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม โดยการเปิดดำเนินการโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจะค่อย ๆ เพิ่มกระแสเงินสดที่แน่นอนให้แก่บริษัทในปี 2556 และปี 2557 ตามลำดับ

 

 

ทริสเรทติ้งรายงานว่า บริษัทโกลว์ พลังงานก่อตั้งในปี 2536 เพื่อประกอบธุรกิจผลิตไฟฟ้าในโครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (Small Power Producer -- SPP) ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด บริษัทได้ขยายสู่ธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (Cogeneration) และธุรกิจผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (Independent Power Producer – IPP) ทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ปัจจุบันกลุ่ม GDF Suez ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ทั้งนี้ GDF SUEZ เป็นกลุ่มพลังงานชั้นนำของโลกซึ่งดำเนินธุรกิจหลักด้านพลังงานตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า ค้าก๊าซ และให้บริการด้านพลังงานอื่น ๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะในยุโรป ปัจจุบัน บริษัทโกลว์ พลังงานเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ของไทย โดยในปี 2554 มีรายได้และกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จากธุรกิจ Cogeneration ประมาณ 70% ของรายได้ทั้งหมด ณ เดือนมีนาคม 2555 กลุ่มบริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 2,416 เมกะวัตต์ ซึ่งประกอบด้วย IPP 865 เมกะวัตต์ และ Cogeneration 1,551 เมกะวัตต์โดยโรงไฟฟ้า IPP พลังงานก๊าซของบริษัทแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรี และโรงไฟฟ้า IPP พลังงานน้ำอีกแห่งตั้งอยู่ในประเทศลาว ธุรกิจโรงไฟฟ้า Cogeneration ของบริษัทซึ่งตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและอีสเทิร์นซีบอร์ดในจังหวัดระยองส่วนใหญ่ให้บริการแก่ลูกค้าในธุรกิจปิโตรเคมีซึ่งต้องการกระแสไฟฟ้าที่มีความแน่นอนสูง

อย่างไรก็ตาม บริษัทมีความเสี่ยงจากการมีลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งกระจุกตัวอยู่ในเขตพื้นที่มาบตาพุดโดยบริษัทขายไฟฟ้าให้แก่กลุ่มลูกค้าในธุรกิจยานยนต์ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยองเพียงประมาณ 2% ของกำลังการผลิตรวมเท่านั้น

ทริสเรทติ้งกล่าวว่า จากกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของกลุ่มโกลว์จำนวน 2,416 เมกะวัตต์และกำลังการผลิตไอน้ำจำนวน 1,206 ตันต่อชั่วโมง บริษัทโกลว์ พลังงานทำสัญญา PPA อายุระหว่าง 21-25 ปีเพื่อขายไฟฟ้าจำนวน1,593 เมกะวัตต์ให้แก่ กฟผ. โดยสัญญาดังกล่าวมีระยะเวลาคงเหลือระหว่าง 5-25 ปี ส่วนปริมาณไฟฟ้าที่เหลือและไอน้ำ รวมถึงน้ำปราศจากแร่ธาตุนั้นบริษัททำสัญญาซื้อขายระยะยาวกับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม ทั้งนี้ การขายไฟฟ้าและไอน้ำตามสัญญาดังกล่าวถือเป็นแหล่งรายได้ที่แน่นอนสำหรับบริษัท โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้จากการขายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. ในสัดส่วน 55%-60% และส่วนที่เหลือขายให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรม

ปริมาณไฟฟ้าที่ขายให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็น 4,249 กิกะวัตต์ชั่วโมงในปี 2554 โดยเพิ่มขึ้น 9.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การเพิ่มขึ้นนี้เกิดจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นและการรวมงบการเงินกับ บริษัท โกลว์ เอสพีพี 11 จำกัด และ บริษัท โกลว์ เอสพีพี 13 จำกัด ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2554 ในขณะเดียวกัน ความต้องการใช้ไอน้ำของลูกค้าอุตสาหกรรมก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 15.8% เมื่อเทียบกับปี 2553 ทำให้รายได้รวมของบริษัทสูงขึ้น 13.0% เป็น 40,359 ล้านบาท แม้ว่าในปี 2554 ปริมาณขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า IPP จะลดลงเนื่องจาก EGAT สั่งจ่ายไฟน้อยกว่าปกติเนื่องจากปัญหาอุทกภัย แต่อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ของบริษัทก็ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 23.0% ในปี 2554 จาก 25.0% ในปี 2553 เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นมากในขณะที่กำลังการผลิตส่วนขยายยังเดินเครื่องไม่เต็มที่ EBITDA ของบริษัทจึงเพิ่มขึ้นเพียง 4.3% เป็น 9,477 ล้านบาท จาก 9,084 ล้านบาทในปี 2553 อัตรากำไรจากการดำเนินงานยังปรับตัวลดลงเป็น 19.3% ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2555 เนื่องจากรัฐบาลชะลอการปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (Fuel Adjustment -- Ft) ทำให้ EBITDA ของบริษัทลดลงเป็น 2,176 ล้านบาทหรือลดลง 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตามกำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่รับรู้และค่าปรับที่ได้รับจากผู้รับเหมาของโครงการเก็คโค่ วัน ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 660 เมกะวัตต์ บริษัทบันทึกค่าปรับจากความล่าช้าของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจำนวน 1,046 ล้านบาทในไตรมาส 1 ของปี 2555 เพิ่มเติมจากที่บันทึกไปแล้วจำนวน 546 ล้านบาทในไตรมาสที่ 4 ของปี 2554 อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทอยู่ในระดับ 64% ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2555 เนื่องจากการกู้ยืมเพื่อการลงทุนขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าตามแผน คาดว่า EBITDA ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปี 2555 เนื่องจากรัฐบาลได้อนุมัติให้ปรับเพิ่มค่า Ft จำนวน 0.30 บาทต่อหน่วยในระหว่างเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนสิงหาคม 2555 ในขณะที่ค่าเชื่อเพลิงมีแนวโน้มอ่อนตัวลงเช่นเดียวกับราคาน้ำมันเนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก

โครงการโรงไฟฟ้าใหม่ที่อยู่ระหว่างพัฒนาในปัจจุบันประกอบด้วยโรงไฟฟ้า IPP 1 โครงการและโรงไฟฟ้า SPP อีก 1 โครงการ โรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 660 เมกะวัตต์ภายใต้โครงการ IPP หรือ “เก็คโค่ วัน” ล่าช้ากว่ากำหนดมากว่า 6 เดือนแล้วเนื่องจากการก่อสร้างล่าช้าและการทดสอบระบบกับ กฟผ. ใช้เวลาค่อนข้างนาน คาดว่าโครงการเก็คโค่ วัน จะเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2555 ความล่าช้าของโครงการเก็คโค่ วัน ทำให้บริษัทโกลว์ พลังงานต้องจ่ายเงินค่าปรับให้แก่ กฟผ. ตามสัญญา PPA อย่างไรก็ตาม เงินค่าปรับที่บริษัทได้รับจากผู้รับเหมาก่อสร้างคาดว่าจะเพียงพอสำหรับการจ่ายค่าปรับให้แก่ กฟผ. ส่วนโครงการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าซึ่งใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงขนาด 110 เมกะวัตต์ภายใต้โครงการ SPP นั้นคาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี 2555 โดยจะใช้เงินลงทุนอีก 1,300 ล้านบาทในปีนี้ โครงการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้ง 2 โครงการดังกล่าวจะทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าของบริษัทเพิ่มขึ้นอีก 770 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของกลุ่มโกลว์จะเพิ่มขึ้น 32% เป็น 3,186 เมกะวัตต์ในปี 2555 หลังเสร็จสิ้นการลงทุนจำนวนมากโดยบริษัทยังไม่มีแผนการลงทุนขนาดใหญ่ในอนาคตอันใกล้ทำให้คาดว่าอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนและความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นตามลำดับในปี 2556-2557 ทริสเรทติ้งกล่าว



www.newswit.com

บทความที่ได้รับความนิยม