วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

“ดิจิทัลทีวี – สังคมยุคดิจิตอล” ก้าวสำคัญของการพัฒนาประเทศไทย!

เมื่อปี 2491 ประเทศไทยเริ่มมีการแพร่ภาพโทรทัศน์เป็นครั้งแรก ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 4 หรือ ที่รู้จักกันในชื่อ“ช่อง 4 วังบางขุนพรหม” โดยผ่านระบบจอขาว-ดำ เน้นให้ความบันเทิงเป็นหลัก เช่นลิเก และละคร เป็นต้น

วงการโทรทัศน์ของไทยก่อตั้งขึ้นโดยรัฐบาลไทย ดังนั้นในช่วงสองทศวรรษแรกโทรทัศน์ไทยจึงถูกครอบงำและกลายเครื่องมือทางการเมืองให้กับรัฐบาลแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่านี่คือเหตุผลที่ทำให้ปัจจุบันวงการโทรทัศน์ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นสื่อให้ภาครัฐมาจนถึงปัจจุบัน

แต่อย่างไรก็ตามหลังจากผ่านยุคการเมืองปี 2510 โทรทัศน์ก็เริ่มเติบโตและพัฒนา ผลัดเปลี่ยนสู่ยุคจอสี และมีช่อง 3 , 5, 7 และ 9 เกิดขึ้น จนกระทั่งทศวรรษที่สามวงการโทรทัศน์จึงเข้าสู่ยุคทอง มีการเติบโตของธุรกิจโทรทัศน์ประเภทบอกรับสมาชิกขึ้นมาเป็นทางเลือกให้ผู้ชมนอกจากฟรีทีวี และตั้งแต่ทศวรรษที่สี่เป็นต้นมาวงการโทรทัศน์ก็เข้าสู่ยุคของการแข่งขันอย่างเข้มข้นทางธุรกิจ ทำให้เกิดรูปแบบรายการโทรทัศน์ที่หลากหลาย ทั้งความบันเทิง สุขภาพ อาหาร แฟชั่นและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันช่วงชิงการนำเสนอเรื่องของข้อมูล ข่าวสาร ซึ่งทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมของการเสพย์ข้อมูล ข่าวสารได้ตลอด 24 ชั่วโมงจากการพัฒนาแนวคิดและการนำเสนอของสื่อโทรทัศน์ในยุคปัจจุบัน

จากพัฒนาการของวงการโทรทัศน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และในปัจจุบันกล่าวได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศอย่างมหาศาลในแต่ละปี สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือการพัฒนาสังคมไทยให้เติบโตก้าวหน้าไปพร้อมๆ กันทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษาฯ

ดังนั้นจึงกล่าวได้ สื่อโทรทัศน์เป็นสื่อสำคัญที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางสังคมไทยและการความเจริญก้าวหน้าของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากมองให้เป็นยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาประเทศก็น่าจะทำได้เช่นกัน!!! เพราะวันนี้คงไม่มีใครปฎิเสธว่า สื่อโทรทัศน์มีบทบาทสูงมากกับวิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเรื่องของข่าวสาร ข้อมูล ความบันเทิง แฟชั่น ฟุตบอล ฯลฯ แม้จะมีสื่อคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต มือถือและ Social network ต่างๆ มากมายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนวันนี้ก็ตาม

และการปฎิรูปสื่อโทรทัศน์ครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยการเปลี่ยนผ่านระบบการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิตอล ทำให้ประเทศไทยเกิด โทรทัศน์ระบบดิจิตอล หรือดิจิตอลทีวี อย่างเต็มรูปแบบเช่นเดียวกับที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงหลายประเทศในอาเซียนเดินหน้าเปลี่ยนระบบมานานแล้ว ขณะที่ไทยยังเพิ่งจะเริ่มตั้งไข่ในวันนี้นั้น หากการเปลี่ยนระบบเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ดิจิตอลทีวี ไม่เพียงส่งผลดีต่อคุณภาพการรับชมโทรทัศน์ที่ดีของคนไทยทั้งประเทศ แต่ยังทำให้วงการโทรทัศน์ไทยโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด เพราะการเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอล หมายถึงการทำให้เกิด White space ช่องว่างหรือพื้นที่ว่างในอากาศที่สามารถนำมาจัดสรรให้กับผู้ประกอบการได้ใช้อีกจำนวนมหาศาล ซึ่งคาดกันว่าจะทำให้เกิดโทรทัศน์อีกมากกว่า 200 ช่อง จำนวนธุรกิจโทรทัศน์ที่มากขึ้นย่อมหมายการสร้างรายได้ในประเทศ การจ้างงาน รวมไปถึงการเป็นช่องทางโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้กับธุรกิจเล็กๆ ที่มีอยู่อย่างมากมายในประเทศ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ตามมาอีกเช่น Cloud และโมบายส์ทีวีเป็นต้น ซึ่งทั้งหมดก็คือการพลิกโฉมประเทศไทยสู่การเป็นสังคมดิจิตอลในที่สุด

ภาพเหล่านี้จะเกิดขึ้นในสังคมไทย เมื่อวงการโทรทัศน์ไทย ก้าวสู่การเป็น ดิจิตอลทีวี โดยสมบูรณ์ วันนี้ประเทศไทยเดินช้ากว่านานาประเทศไม่ต่ำกว่า 20 ปี แม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว มาลาเซีย ฯลฯ ก็ทิ้งห่างเราจะแทบจะไม่เห็นฝุ่น คงเหลือแต่พม่าที่ยังคงเดินคู่กับไทยอยู่เท่านั้น แผนการทำงานของกสทช. ตลอด 6 เดือนที่ผ่าน ยังไม่มีสิ่งใดชี้ชัดได้ว่า จะเห็นภาพ ดิจิตอลทีวี เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องการแข่งขันอย่างเสรี โปร่งใส และเป็นธรรม ที่จะเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาเป็นเจ้าของธุรกิจได้อย่างที่แผนแม่บทฯ เขียนไว้อย่างสวยหรู ทำให้ทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจ และแม้กระทั่งสื่อสารมวลชน หลายแขนง เริ่มมองถึงท่าทีการทำงานของกสทช.วันนี้ว่า เป็นการ “เตะถ่วง” ไปวันๆ เท่านั้น

ก่อนที่จะปล่อยให้เรื่อง ดิจิตอลทีวี ถูกบิดเบือนและนำทรัพยากรของชาติไปจัดสรรอย่างไม่ธรรม ด้วยเงื่อนไขของผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มมากกว่าผลประโยชน์แห่งชาติ จึงขอเชิญชวนคนไทยมาร่วมขับเคลื่อนโทรทัศน์ไทยสู่ระบบดิจิตอล การเปิดการแข่งขันอย่างเสรี เพื่อประโยชน์ของประเทศ กับโครงการ Digital Agenda Thailand แนวร่วมพลิกโฉมประเทศไทยสู่สังคมดิจิตอล โดยสถาบันนโยบายสังคมและเศรษฐกิจ (ISEP) ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ เอ๊ซ (ACE) ร่วมด้วยภาคเอกชน และสื่อมวลชน เพื่อเป็นสื่อกลางในการรวบรวมความรู้ ประสบการณ์ และกรณีศึกษาจากทั่วโลกในหลายๆ แง่มุมที่เกี่ยวกับเรื่องของ Digital และนำมาถ่ายทอดให้กับทุกภาคส่วนในประเทศไทยในรูปแบบของกิจกรรมสัมมนาต่อเนื่อง

พร้อมรับฟังข่าวสารและข้อเท็จจริง ตลอดจนความรู้ ประสบการณ์ รวมทั้งกรณีศึกษาจากทั่วโลกในหลายๆ แง่มุมที่เกี่ยวกับเรื่องของ Digital ในงานสัมมนาเรื่อง “มองมุมใหม่... ทีวีดาวเทียมและโมบายล์ทีวี” ภายใต้แนวคิด Digital Agenda Thailand ครั้งที่ 3 โดยมี International Telecommunication Union (ITU) ร่วมสนับสนุน

ภายในงานสัมมนา ท่านจะได้รับทราบถึงความรู้เชิงวิชาการและข้อเท็จจริงอันจะเกิดขึ้น รวมถึงผลกระทบของเทคโนโลยีระบบดิจิทัลที่จะเข้ามามีบทบาทต่อประเทศไทยเมื่อ Satellite TV และ Mobile TV เป็นตัวกลางในการสื่อสารและการเข้าถึงของข้อมูล ความเท่าเทียมกันทางสังคมในยุค TV Digital และกรณีศึกษาโดย ผู้แทนจาก International Telecommunication Union (ITU) บทบาทขององค์กรกำกับดูแลในมิติทางสังคม การจัดสรรคลื่นความถี่ใบอนุญาตและการส่งเสริมโดย พันเอก ดร. นที ศุกลรัตน์ รองประธานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ การเสวนาหัวข้อเรื่อง มองมุมใหม่....ทีวีดาวเทียมไทยโดย วิทยากรชั้นนำและผู้คร่ำหวอดในวงการSatellite TV ในประเทศไทย นอกจากนี้ ในการสัมมนาช่วง Session II : New Business Model of Mobile TV ประกอบด้วย Presentation กลยุทธ์การขับเคลื่อนสู่ผู้นำ Digital Mobile TVเสวนาหัวข้อเรื่อง มองมุมใหม่ Mobile TV และประเด็น White Space Policy ในแต่ละประเทศโดยวิทยากรเจ้าของระบบ DVB ยุโรป, ISDB-T ญี่ปุ่น, DTMB จีน และ CMMB จีนและตัวแทนบริษัทผู้นำทางเทคโนโลยีการสื่อสารชั้นนำของโลก ในวันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 08.30–15.30 น. ณ ห้องบอลรูม ชั้น 4 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บริษัทเอ๊ช (ACE) โทร. 02-254-8282-3 โทรสาร 02-254-8284 หรือคลิก www.digitalagendathailand.com



www.newswit.com

โดย...ปริญญา ชูเลขา ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย...

โดย...ปริญญา ชูเลขา

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย เป็นปัญหาที่ท้าทายความจริงใจทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ ที่ผ่านมาแนวโน้มดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันของประเทศไทยในช่วง 17 ปีที่ผ่านมา จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสสากล สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชันของประเทศไทยที่ยังไม่ดีขึ้น

โดยในปี 2550-2555 ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันของไทยอยู่ในช่วง 3.3-3.5 จากคะแนนเต็ม 10 ซึ่งต่ำกว่าประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน และมีแนวโน้มแย่ลงอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทราบปัญหาเหล่านี้ดี และกำลังจะลงมาเป็นเจ้าภาพปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ และกำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อเป็นการประกาศยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันและแผนงานเชิงรุกของรัฐบาล โดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ในวันที่ 18 พ.ค.นี้ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธ.ค. 2550 มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารการเปลี่ยนแปลงระดับกรมและจังหวัด ผู้แทนภาคเอกชน คณะผู้แทนทางการทูตในประเทศไทย ผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศ และผู้แทนหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย เข้าร่วม ทั้งนี้เพื่อประกาศสงครามต่อต้านการทุจริตให้ประชาคมโลกเห็น

รัฐบาลกำหนดวาระและภารกิจมากมาย เพื่อโชว์ว่าได้ป้องปรามและปราบคอร์รัปชัน ไม่ว่าการเตรียมเปิดศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน (วอร์รูม) ที่สายตรงมายังตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ที่นายกรัฐมนตรีสามารถโทรศัพท์สั่งการได้ทันที และยังมอบหมายให้แต่ละกระทรวงทบวงกรมทั้ง 17 กระทรวง 66 หน่วยงานภาครัฐทั้งหมด นำเสนอโครงการป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดทุจริตคอร์รัปชันขึ้นในองค์กร ตั้งเป้าต้องทำให้ได้ภายใน 6 เดือน หรือ 1 ปี พร้อมกับต้องรายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรี นับเป็นการประกาศสงครามต่อต้านการคอร์รัปชันครั้งแรกในรอบรัฐบาลได้ทำงานบริหารประเทศครบ 1 ปี

อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาแล้ว ช่องทางในการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐมีได้ 3 ทาง ที่มักพบเป็นประจำคือ 1.โกงงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งแต่ละปีเป็นจำนวนนับล้านล้านบาท เช่น ในปี 2555 ที่ผ่านมา รัฐบาลจัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2.3 ล้านล้านบาท ซึ่งงบประมาณได้รั่วไหลจากการประมูลงานในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือสัญญาสัมปทานระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนที่เรียกกันว่า ฮั้ว

2.โกงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่า ภูเขา หรือทะเล เพราะทรัพยากรเหล่านี้อยู่ในอำนาจและหน้าที่ของฝ่ายข้าราชการที่จะคอยปกป้องดูแล เนื่องจากเป็นสมบัติของชาติ

และ 3.โกงภาษี ซึ่งเป็นเงินที่เรียกเก็บจากพี่น้องประชาชน เพื่อนำไปใช้บริหารประเทศ

ในขณะที่ขบวนการโกงทั้งสามช่องทางไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐเพียงลำพัง แต่เป็นการร่วมมือหรือสมคบคิดกันในการทุจริต โดยมีการตกลงผลประโยชน์กันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ ฝ่ายการเมือง และภาคเอกชน

ความเคลื่อนไหวต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่รัฐบาลกำลังตื่นตัวโหมโรงเรื่องดังกล่าวไม่ใช่ของใหม่ เพราะก่อนหน้านี้ภาคเอกชนรวมกลุ่มกันจัดตั้งเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน โดยในการแถลงเปิดตัวเครือข่ายดังกล่าว ได้ชี้ให้เห็นว่าขบวนการทุจริตมีฝ่ายการเมืองเป็นตัวละครสำคัญ ผ่านการให้ข้อมูลต่อสาธารณชนว่า ในปี 2553 พบว่า มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับนักการเมืองและข้าราชการเป็นจำนวนเงินสูงถึง 2 แสนล้านบาท จึงเป็นที่มาของการรวมตัวกันเพื่อต่อต้านการจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาให้กับทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมือง

ดังนั้น ต้นตอการทุจริตคอร์รัปชันจึงไม่ได้เกิดเฉพาะฝ่ายข้าราชการเท่านั้น แต่รวมถึงฝ่ายการเมืองด้วย ในขณะที่รัฐบาลกำลังประกาศนโยบายต่อต้านการทุจริต โดยคาดหวังจะโชว์เป็นผลงานชิ้นโบแดง เหมือนกับนโยบายปราบปรามยาเสพติด แต่ใช่ว่ารัฐบาลจะมุ่งเน้นแต่การปราบปรามการทุจริตในภาครัฐเพียงลำพังจะประสบผลสำคัญ เพราะแท้จริงแล้วรัฐบาลในฐานะฝ่ายการเมืองเป็นผู้บังคับบัญชาฝ่ายข้าราชการประจำด้วยซ้ำ จึงสมควร “ปัดกวาด” บ้านตัวเองให้สะอาดเรียบร้อยก่อนเช่นกัน แล้วค่อยออกมา “ปัดกวาด” บ้านของคนอื่น ด้วยการเอาจริงเอาจังกับการดำเนินคดีทุจริตที่มีนักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่นเข้าไปพัวพัน

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือคดีความภาษีของญาติพี่น้อง ซึ่งทำให้รัฐสูญเงินงบประมาณแผ่นดินหลายหมื่นล้านบาท อีกทั้งนโยบายประชานิยมของรัฐบาลบางประเภทก็เอื้อประโยชน์กับกลุ่มทุนของรัฐบาล เช่น โครงการบ้านหลังแรก หรือโครงการรับจำนำข้าวที่พบว่ามีการทุจริตมหาศาล แต่ก็ไม่สามารถหาคนผิดมาลงโทษให้เป็นแบบอย่างในการปราบโกง

รัฐบาลทราบดีว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ทุกรัฐบาลจอดก่อนถึงฝั่ง คือ การทุจริต ซึ่งเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นและทำลายภาพลักษณ์รัฐบาล ซึ่งรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่พ้นจากอำนาจก็เพราะปัญหาการคอร์รัปชัน แม้ว่า 9 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลนี้จะยังไม่มีข่าวเรื่องการทุจริตใหญ่โต แต่ในอนาคตระบบคอร์รัปชันที่ทำงานอยู่ในฝ่ายการเมือง ข้าราชการ และพ่อค้าเอกชน จะปูดออกมาเรื่อยๆ หากเกิดขึ้นกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์เมื่อใด หรือหากฝ่ายการเมืองเข้าไปทุจริตหนักจนเป็นข่าว เมื่อนั้นก็ทำให้รัฐบาลสั่นคลอนได้

การจัดกิจกรรมสร้างภาพปราบโกงครั้งนี้ แม้จะเป็นเชิงรุกเพื่อกระตุ้นเตือนข้าราชการและได้ภาพกับประชาชน แต่ลำพังเพียงการเปิดแถลงข่าว จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ หรือตั้งวอร์รูมสายตรงมายังตึกไทยคู่ฟ้า คงไม่สามารถป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันได้ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะกล้าเชือดโชว์คดีนักการเมืองทุจริตได้หรือไม่ต่างหาก

และหากทำได้จริงจะเป็นการเริ่มต้นสร้างบรรยากาศความน่าเชื่อถือในการปราบปรามการทุจริตให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

และจะทำให้รัฐบาลอยู่อย่างมั่นคง...




www.posttoday.com

ไอดีซีคาดหลังปี55ไทยจะใช้จ่ายด้านไอทีเป็นที่ 2ในอาเซียน

ไอดีซีคาดการณ์ว่าตั้งแต่ปี 55 ไทยจะมียอดการใช้จ่ายด้านไอทีสูงเป็นอันดับที่ 2 ของอาเซียน หลังถูกสิงคโปร์แซง เนื่องจากจากผู้บริโภคและองค์กรต่างๆ ยังคงใช้จ่ายและลงทุนด้านไอทีต่อเนื่อง แม้กำลังฟื้นฟูจากเหตุอุทกภัยปี 54 เชื่อ 5 ปีจากนี้อัตราการเติบโตอยู่ที่ 10.8% โดยตลาดสมาร์ทโฟนเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ...

ไอดีซี เผยถึงการคาดการณ์ว่า ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นไป ประเทศไทยจะกลับมามียอดการใช้จ่ายด้านไอทีสูงเป็นอันดับสองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้ง หลังจากที่ถูกประเทศสิงคโปร์เบียดแซงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคและองค์กรต่างๆ ในประเทศไทยยังคงใช้จ่าย และลงทุนในสินค้าเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าประเทศจะยังอยู่ในระหว่างฟื้นฟูความเสียหายจากวิกฤติการณ์อุทกภัยเมื่อปลายปีที่แล้ว และยังต้องประสบกับภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวก็ตาม โดยไอดีซีพยากรณ์ว่าในช่วง 5 ปีนี้ (2555 - 2559) ประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตของการใช้จ่ายด้านไอทีต่อปีอยู่ที่ระดับสูงกว่าประเทศสิงคโปร์ คือเติบโตขึ้น 10.8% ต่อปี

ส่วนระดับการใช้จ่ายด้านไอทีรวมของทั้งภูมิภาคในปีนี้นั้น ไอดีซีคาดว่ามีแนวโน้มสูงที่จะแตะที่ระดับ 5.47 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีประเทศอินโดนีเซียเป็นผู้นำ ตามมาด้วยประเทศไทย (1.1 หมื่นล้านเหรียญ) และประเทศสิงคโปร์ (1.06 หมื่นล้านเหรียญ) ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ยอดการใช้จ่ายด้านไอทีของไทยถีบตัวสูงขึ้นนั้นมี 2 ประการ คือ การเติบโตของการใช้จ่ายซื้อสินค้าสมาร์ทโฟน และการขยายตัวของอุตสาหกรรมการให้บริการด้านไอทีในประเทศ

ไอดีซีเชื่อว่าตัวเลขการใช้จ่ายด้านไอทีของไทยจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องไปถึงระดับ 1.66 หมื่นล้านเหรียญได้ภายในปี 2559 ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟนที่สูงที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมูลค่าของตลาดสมาร์ทโฟนในภูมิภาคนี้ได้เติบโตขึ้น 76% ในปีที่ผ่านมา โดยมีมูลค่าตลาดสูงถึง 1.5 พันล้านเหรียญ

นางสาวเมลิสซ่า เฉา ผู้จัดการสายงานศึกษาตลาดไคลเอนต์ดีไวซ์ประจำไอดีซีเอเชียแปซิฟิก ระบุว่า ประเทศไทยจะได้รับการจับตามองในฐานะดาวรุ่งในตลาดสมาร์ทโฟนในปีนี้ โดยมีไอโฟนที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องจากผู้บริโภคที่สนใจในเทคโนโลยีเป็นผู้นำในตลาดระดับบน ในขณะที่ผู้ผลิตในประเทศเองก็มีส่วนกระตุ้นตลาดด้วยการผลักดันสินค้าสมาร์ทโฟนที่มีราคาต่ำกว่า 4,500 บาทออกสู่ตลาดทั่วไป

ขณะที่ ตลาดการบริการด้านไอทีในภูมิภาคก็มีแนวโน้มที่สดใสเช่นเดียวกัน ในช่วงปี 2555 - 2559 นั้นประเทศไทยน่าจะมีปริมาณการใช้จ่ายด้านบริการไอทีสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่หลายองค์กรได้หันมาใช้บริการเอาท์ซอร์ส ที่สามารถตอบสนองต่ออุปสงค์ของตลาดได้ดีกว่าการจัดตั้งหน่วยงานในองค์กรขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบ โดยภาคส่วนที่มีอัตราการเติบโตสูงคือ การให้บริการด้านการวางระบบ การให้บริการด้านการจัดการการปฏิบัติงาน และบริการด้านซัพพอร์ตต่างๆ

ด้าน นายคริส มอร์ริส รองประธานของไอดีซีเอเชียแปซิฟิก ได้กล่าวเสริมว่า อุปสงค์ที่มีต่อบริการด้านไอทีในประเทศไทยได้รับแรงผลักดันจากการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออก และภาคผู้บริโภคที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อบุคคลากรภายในไม่มีทักษะด้านไอทีเพียงพอ องค์กรต่างๆ จึงเลือกที่จะพึ่งพาบริการเอาต์ซอร์สในการวางระบบและจัดการโครงสร้างพื้นฐานไอทีรวมถึงอุปกรณ์และแอพพลิเคชั่นต่างๆ.



www.thairath.co.th

ยอดส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อ BMW เพิ่มขึ้น +48% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกในปีที่แล้ว เป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,227...

ยอดส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อ BMW เพิ่มขึ้น +48% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกในปีที่แล้ว เป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,227 คัน ส่วนยอดส่งมอบ MINI เพิ่มขึ้น +14% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกในปีที่แล้ว เป็นจำนวนทั้งสิ้น 100 คัน ยอดส่งมอบ BMW Motorrad เพิ่มขึ้น +114% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกในปีที่แล้ว เป็นจำนวนทั้งสิ้น 79 คัน...

ในปี 2554 ที่ผ่านมานี้ BMW Group Thailand สร้างยอดขายรวมตลอดทั้งปีมากที่สุดเป็นสถิติใหม่ นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทในประเทศไทย จนมาถึงไตรมาสแรกของปี 2555 นี้ BMW Group Thailand ได้สร้างสถิติใหม่อีกครั้ง ด้วยยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สำหรับการเริ่มต้นไตรมาสแรกในทุกกลุ่มธุรกิจของบริษัท ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์ BMW ที่ 1,227 คัน (เพิ่มขึ้น +48% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกในปีที่แล้ว), รถยนต์ MINI ที่ 100 คัน (เพิ่มขึ้น +14% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกในปีที่แล้ว), และจักรยานยนต์ BMW Motorrad Thailand ที่ 79 คัน (เพิ่มขึ้น +114% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกในปีที่แล้ว)

มร.แมทธิอัส พฟาลซ์ ประธาน BMW Group Thailand กล่าวว่า "สถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับการเริ่มต้นไตรมาสแรกนี้ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นได้ชัด ถึงการเติบโตของกลุ่มลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งสำหรับ BMW และ MINI ทั้งนี้ BMW Series-5 ยังคงเป็นส่วนสำคัญแห่งความสำเร็จนี้ นอกจากนี้ BMW Series-5 ยังได้รับการเพิ่มโมเดลเรนจ์ให้ครอบคลุมมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา (ประกอบด้วย 4 รุ่นสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน : 520i, 528i, 528i Sport, 520i Touring Sport และ 3 รุ่นสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล : 520d, 525d, 520d Touring Sport) รวมไปถึงเครื่องยนต์ BMW ใหม่ล่าสุดสำหรับประเทศไทย BMW ActiveHybrid 5 ซึ่งทำให้ BMW Series-5 มีโมเดลเรนจ์ เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้ามากที่สุดเท่าที่เคยมีมาถึง 8 รุ่นด้วยกัน"

"ด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เป็นผลจากการที่ BMW มีโมเดลเรนจ์ของรถยนต์ในทุกรุ่น ที่สามรารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม นอกจากนี้ ดัชนีวัดความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction Index) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งความพึงพอใจในด้านงานขายและงานบริการ ก็มีผลลัพธ์ในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ มาโดยตลอด ทั้งนี้ ดัชนีวัดความพึงพอใจของลูกค้าในไตรมาสแรกของปีนี้ ก็ยังคงมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง"

"ในด้านการบริการหลังการขายนั้น BMW มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างประสบการณ์ด้านการขับขี่ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้า ของ BMW มาตั้งแต่ปี 2543 เมื่อเริ่มเปิดศักราชใหม่ด้านการบริการหลังการขาย ด้วยเหตุผลนี้ BMW จึงฉลองครบรอบปีที่ 12 ของการบริการหลังการขายด้วยแคมเปญ "Origin of BMW" โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมจนถึง 30 มิถุนายน 2555 นี้ ลูกค้าที่มียอดค่าใช้จ่ายอะไหล่ หรืออุปกรณ์ตกแต่งตั้งแต่ 40,000 บาทขึ้นไป (ก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม) จะได้รับสิทธิ์ร่วมลุ้นชิงแพ็กเกจทัวร์ เพื่อบินไปเยี่ยมชมโรงงานและต้นกำเนิดของ BMW ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี เป็นเวลา 7 วัน - รวมทั้งสิ้น 6 รางวัล รางวัลละ 2 ท่าน และจะจับรางวัลภายในเดือนกรกฎาคม 2555 นี้ เพื่อเดินทางภายในเดือนกันยายน 2555 นี้เช่นกัน

ตั้งแต่เริ่มต้นปี 2555 นี้ BMW Group Thailand ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดพรีเมี่ยมในเมืองไทย โดยมีการเปิดตัว BMW Series-5 พร้อมเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับ BMW TwinPower Turbo ใหม่ ในรุ่น 520i, 528i และ 528i Sport พร้อมกันนี้ BMW ActiveHybrid 5 ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเพิ่มเติมตัวเลือกผลิตภัณฑ์ ในกลุ่มเครื่องยนต์ที่ล้ำหน้าในด้านเทคโนโลยี รวมทั้งเปิดตัว BMW Series-3 ใหม่ที่มาพร้อมกันทั้ง 3 ไลน์ที่ตกแต่งอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับ MINI นั้น ได้เปิดตัวสมาชิกใหม่ล่าสุดอันดับที่ 6 ของ MINI ภายใต้ชื่อ MINI Cooper S Roadster และ MINI Cooper Roadster มาเพื่อกำหนดนิยามของโรดสเตอร์ได้ตามแบบฉบับของ MINI และเพื่อเป็นรถโรดสเตอร์ 2 ที่นั่งเปิดประทุนรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของ MINI อีกด้วย.

Photo By
http://www.gotbroken.com

Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairatrh.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom



www.thairath.co.th

อุตุเตือนฉบับที่ 7 ทั่วทุกภาคของไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น ตกหนักถึงหนักมากบางแห่งเตือนเหนือ กลาง ตะวันออก...

อุตุเตือนฉบับที่ 7 ทั่วทุกภาคของไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น ตกหนักถึงหนักมากบางแห่งเตือนเหนือ กลาง ตะวันออก และใต้เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก

สำนักพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประกาศเตือนภัยฉบับที่ 7 "ฝนตกหนักบริเวณประเทศไทย "ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2555 เมื่อเวลา 05.30 น. ระบุว่าหย่อมความกดอากาศต่ำยังคงเคลื่อนตัวบริเวณภาคกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 18-19 พฤษภาคม 2555 จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยใกล้ทางน้ำไหลผ่าน ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากได้ ส่วนทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังในระยะนี้ไว้ด้วย

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดหนองคาย บึงกาฬ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สมุทรสงคราม และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมากกับมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆมากกับมีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 20-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนบริเวณฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.



www.posttoday.com

พัฒนาประเทศไทยต้องเริ่มที่คน คมชัดลึก : เศรษฐกิจ

การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ มากมายหลายอย่าง แต่หนึ่งปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนา นั่นคือ ปัจจัยด้านทรัพยากรคน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า หลายๆ ประเทศสร้างชาติขึ้นมาจากคุณภาพของคน

ผมคิดว่า ตัวอย่างที่น่าจะใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาคน คือกรณีของประเทศสิงคโปร์

ถ้ายังจำกันได้ สิงคโปร์ในอดีตไม่ได้เจริญก้าวหน้าอย่างปัจจุบัน เมื่อ 50 ปีที่แล้ว สิงคโปร์เป็นประเทศที่ระบบการศึกษาไม่มีคุณภาพ มีปัญหาการว่างงานเรื้อรัง ขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ แต่เพียงแค่ไม่ถึงสี่ทศวรรษ ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็งที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชีย

แม้มีหลายปัจจัยต่อความสำเร็จของสิงคโปร์ แต่ที่สำคัญมากๆ คือคุณภาพของคน

สิงคโปร์มีการวางแผนพัฒนาคนอย่างจริงจัง ซึ่งได้เริ่มทำกันมาตั้งแต่ในทศวรรษที่ 1970 ระบบการศึกษาเป็นสิ่งที่สิงคโปร์ให้ความสำคัญเรื่อยมา โดยเฉพาะการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ จากรายงานการพัฒนาโลก (World Development Report) สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการลงทุนทางด้านการศึกษาเฉลี่ยต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดในเอเชียอย่างต่อเนื่องในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังยกระดับการศึกษาตนเองโดยมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก และยังมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพคนอย่างต่อเนื่องแม้จะเป็นแรงงานแล้วก็ตาม

เมื่อดูตัวอย่างสิงคโปร์แล้ว ประเทศไทยเราจะเรียนรู้อะไรได้บ้าง โดยเฉพาะในเวลานี้ที่เรากำลังอยู่บนรอยต่อสำคัญของการพัฒนา

ประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจหลายประเทศกำลังไล่หลังเรามาติดๆ เช่น เวียดนาม พม่า อินเดีย ซึ่งมีอัตราค่าจ้างแรงงานถูกกว่าไทยมาก ทำให้เราเสียเปรียบทางการแข่งขัน ฉะนั้น ถ้าเราต้องปรับตัวโดยยกระดับเศรษฐกิจตัวเอง ที่ไม่เน้นแรงงานราคาถูก เทคโนโลยีต่ำ จะต้องพัฒนาคนอย่างไรเพื่อการเปลี่ยนผ่านนี้ มิเช่นนั้น ก็จะตกอยู่ในสภาพเหมือนไส้แซนด์วิช คือจะขึ้นชั้นทางเศรษฐกิจก็ยาก ในขณะที่ข้างล่างก็กำลังดันขึ้นมา

หากไม่เร่งพัฒนาคุณภาพคน เราจะเผชิญความยากลำบากทางการพัฒนามากในอนาคต ดังนั้น โจทย์สำคัญของเรา ณ เวลานี้คือ ประเทศไทยจะปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างไร และแรงงานลักษณะเช่นใดที่ประเทศไทยต้องการในอีกทศวรรษข้างหน้า

ผมคิดว่า ข้อสรุปหนึ่งที่เราเห็นตรงกันตอนนี้คือ ประเทศไทยไม่น่าจะใช่สวรรค์ของอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีต่ำ และต้องการค่าจ้างแรงงานถูกอีกต่อไปแล้ว การก้าวไปสู่ธุรกิจบริการ การเงิน การท่องเที่ยว เสริมสร้างวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม รวมทั้งส่งเสริมธุรกิจอาหารในความหมายที่กว้างมากกว่าการเพาะปลูก การทำปะมง แต่หมายถึงการทำธุรกิจอาหารแบบครบวงจร น่าจะเป็นภาพโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในทศวรรษข้างหน้า

แล้วถ้าเราจะไปในทิศทางเช่นนี้ เราจะเตรียมความพร้อมของคนไทยอย่างไร

แน่นอนว่า การสอดแทรกยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เข้าไปในระบบการศึกษาของไทย เช่น วิชาความชำนาญทางด้านบริหารอุตสาหกรรม วิชาการบริหารธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นต้น สิ่งนี้จะทำให้กำลังแรงงานที่จะเข้าสู่ตลาดในอนาคตนอกจากจะมีความรู้ในสาขาที่ตนเองเลือกแล้ว ยังได้ความรู้พื้นฐานที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของชาติ

ในขณะเดียวกัน โครงสร้างในการพัฒนาแรงงานของเราจำเป็นต้องประกอบด้วยทุกภาคส่วนที่สำคัญ เพื่อจะยกระดับความเชี่ยวชาญของแรงงานในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ และเหนืออื่นใด การพัฒนาศักยภาพของแรงงานที่อยู่ในระบบยังต้องทำไปตลอด เป็นรูปแบบการเรียนรู้ทั้งชีวิต ความร่วมมือระหว่างสหภาพ นายจ้าง และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง จะต้องได้รับการสนับสนุนและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่

โดยสรุปแล้ว รูปแบบการพัฒนาคนจะต้องเป็นไปในลักษณะบูรณาการ ต้องเชื่อมโยงแนวทางการพัฒนาคนเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ และต้องพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องตามการเปลี่ยนแปลงของโลกโดยไม่อาจหยุดนิ่งได้

.....................................
(พัฒนาประเทศไทยต้องเริ่มที่คน : คอลัมน์จับกระแสเศรษฐกิจและพลังงาน : โดย...ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) Chodechai.energyfact@gmail.com)



www.komchadluek.net

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

โค้ก เดินหน้าจัดกิจกรรมสานความเชื่อมั่นประเทศไทย



tags :

‘เครื่องดื่มโค้ก’ โดยกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย สานต่อการเสริมสร้างกำลังใจให้คนไทยก้าวต่อไปด้วยความเชื่อมั่น จัดทำโครงการ "หนึ่งล้านเหตุผล เชื่อมั่นในเมืองไทย" เชิญชวนคนไทยร่วมส่งเหตุผลดีๆ ที่เชื่อมั่นว่าเมืองไทยยังมีอนาคตที่สดใสรออยู่เสมอ โดยโค้กจะรวบรวมหนึ่งล้านเหตุผลจากพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ และนำมาเรียบเรียงเพื่อเตรียมจัดตีพิมพ์เป็นหนังสือฉบับประวัติศาสตร์ชื่อ "หนึ่งล้านเหตุผล เชื่อมั่นเมืองไทย" ซึ่งโค้กเตรียมแจกจ่ายให้กับสถานศึกษาและห้องสมุดประชาชนทั้ง 77 จังหวัด เพื่อเป็นบทบันทึกแห่งพลังความเชื่อมั่นที่ชาวไทยมีต่อเมืองไทยอันเป็นที่รักของเรา

นำทีมปลุกกระแสความเชื่อมั่นประเทศไทยกับเครื่องดื่มโค้กในโครงการ "หนึ่งล้านเหตุผล เชื่อมั่นเมืองไทย" โดย เจี๊ยบ - พิจิตรา รักประกาศิต, นุ้ย - สุจิรา อรุณพิพิฒน์, แก๊ป - ธนเวทย์ สิริวัฒน์ธนกุล, แทค - ภรัณยู โรจนวุฒิธรรม รวมถึงนักเตะทีมชาติ ลีซอ - ธีรเทพ วิโนทัย

นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์ บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โครงการ ‘หนึ่งล้านเหตุผล เชื่อมั่นในเมืองไทย’ มีจุดประสงค์เพื่อตอกย้ำทุกความเชื่อมั่นเกี่ยวกับอนาคตที่ดีกว่าของประเทศไทย คนไทยแต่ละคนก็เปรียบได้กับฟันเฟืองที่สำคัญของสังคม หากเราทุกคนมีความเชื่อมั่นในประเทศแล้ว บ้านเมืองเราก็พร้อมจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยเช่นกัน สำหรับเหตุผลต่างๆ ที่พี่น้องไทยจะร่วมส่งผ่านทาง www.icoke.co.th นั้น จะสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งดีๆ ต่างๆ ในประเทศไทยที่ไม่มีประเทศใดในโลกเสมอเหมือน ซึ่งบางครั้งเราอาจมองข้ามไปหรือลืมที่จะนึกชื่นชม

paidoo.net

บทความที่ได้รับความนิยม