วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

คนวัยหนุ่มสาวไม่ค่อยคำนึงถึงโรคที่เกิดจากการทำงานมากนัก...

คนวัยหนุ่มสาวไม่ค่อยคำนึงถึงโรคที่เกิดจากการทำงานมากนัก เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายแข็งแรงมีภูมิต้านทานโรคได้หลายชนิด อีกทั้งโรคบางอย่างจะไม่ปรากฏอาการจนกว่าเวลาจะล่วงเลยไป 20-30 ปี โดยเฉพาะโรคที่มีสาเหตุมาจากสารปนเปื้อนที่มองไม่เห็นสัมผัสไม่ได้ จึงไม่มีใครให้ความสำคัญในเรื่องการป้องกันตนเองจากภัยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ภัยที่เกิดจากการทำงานนอกจากจะต้องระมัดระวังในเรื่องของเครื่องไม้เครื่องมือที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายแล้ว สิ่งแวดล้อมในที่ทำงานก็สำคัญ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่นผงฟุ้งกระจาย เช่น สิ่งทอ เหมือง โรงโม่ และก่อสร้าง เป็นต้น เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านี้จะมีการใช้วัสดุที่มีส่วนผสมของแร่ใยหินซึ่งมีสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งปอดเป็นส่วนประกอบ

แร่ใยหินหรือแอสเบสทอส (Asbestos) เป็นแร่ธรรมชาติที่ปนอยู่ในเนื้อหิน มีลักษณะเป็นเส้นใยละเอียด มีคุณสมบัติพิเศษคือ ทนไฟ ทนความร้อน ไม่นำความร้อนและไฟฟ้า มีความแข็งเหนียวและยืดหยุ่น สามารถนำมาปั่นเป็นเส้นและทอเป็นผืนได้ ทนกรดและด่างได้ดี จึงถูกนำมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมต่างๆ มาช้านาน โดยในแต่ละปีไทยนำเข้าแร่ใยหินขาวชนิดไครโซไทล์ เฉลี่ย 1.5 แสนตันต่อปี มากเป็นอันดับ 4 ของโลก อุตสาหกรรมที่นำแร่ใยหินมาใช้เป็นวัตถุดิบมากที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตกระเบื้องซีเมนต์ อุตสาหกรรมผลิตเบรกและคลัตช์ อุตสาหกรรมผลิตท่อน้ำ ใช้ในงานก่อสร้าง เป็นต้น

นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้บ่อยและยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ คือวัสดุที่ใช้ในการสร้างบ้านเริ่มตั้งแต่ กระเบื้องมุงหลังคา ท่อระบายน้ำ กระเบื้องปูพื้น ฝ้าเพดาน-ฝาผนัง ฉนวนกันความร้อน และยังมีอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในบ้านอีก เช่น เครื่องเป่าผม เครื่องปิ้งขนมปัง สายเตารีด ผลิตภัณฑ์จำพวกแป้ง เครื่องสำอางที่ใช้เพื่อลดความอับชื้น ซึ่งหากวัสดุที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินเกิดความชำรุดเสียหายจะก่อให้เกิดการฟุ้งกระจายของเส้นใยแร่ใยหิน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนป่วยเป็นโรคมะเร็งปอด และโรคอื่นๆ ไม่ต่ำกว่า 5 ชนิด คือ โรคปอดอักเสบ น้ำในเยื่อหุ้มปอด เนื้องอกในเยื่อหุ้มปอด มะเร็งปอด และมะเร็งเยื่อหุ้มปอด หากมีการหายใจเอาฝุ่นผงที่มีการปนเปื้อนแร่ใยหินเข้าไป รวมถึงการดื่มน้ำหรืออาหารที่มีการปนเปื้อนแร่ใยหินด้วย

สำหรับการป้องกันอันตรายจากแร่ใยหินทำได้โดยการหลีกเลี่ยงสถานที่ก่อสร้าง หรือสถานที่ที่มีการรื้อถอน ดูแลบ้านพักอาศัยรวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้านให้อยู่ในสภาพปกติ ที่สำคัญเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ไม่มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบ โดยสังเกตตราสัญลักษณ์ฉลากคำเตือนบนผลิตภัณฑ์ให้ดี หากผู้ผลิตหรือนำเข้าไม่มีการติดฉลากถือว่ากระทำผิดกฎหมายมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ขาย ปรับไม่เกิน 5,000 บาท จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่การบังคับติดฉลากอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ประเทศไทยปลอดภัยจากแร่ใยหินได้

เมื่อเร็วๆ นี้ สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับ เครือข่ายสังคมไทยไร้แร่ใยหิน และแผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียกร้องให้ภาครัฐบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานของแรงงานอย่างจริงจัง เนื่องใน "วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ" ซึ่งตรงกับวันที่ 10 พ.ค.ของทุกปี โดยเรียกร้องให้มีการติดป้ายฉลากบอกว่าสินค้าชนิดใดบ้างที่มีส่วนผสมของแร่ชนิดนี้ และต้องเรียกร้องให้ผู้ประกอบการธุรกิจก่อสร้างหันมาตระหนักถึงผลกระทบที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตคนหมู่มาก และให้รัฐบาลยกเลิกการผลิตและนำเข้าแร่ใยหินเข้ามาในประเทศไทยโดยเด็ดขาด

"สิ่งที่ดีที่สุดในขณะนี้ รัฐบาลควรจะมีการบังคับใช้กฎหมายยกเลิกการผลิต/นำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหิน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและหันมาให้ความรู้แก่ประชาชนในการป้องกันและดูแลตนเองจากอันตรายของแร่ใยหินที่มีใช้ก่อนหน้านี้แล้ว เนื่องจากประเทศไทยยังขาดบุคลากร รวมทั้งจำนวนแพทย์พยาบาลด้านชีวอนามัยที่จะมาวินิจฉัยโรคที่เกิดจากการทำงาน และวิศวกรเพื่อความปลอดภัยในที่ทำงาน ด้านกระทรวงแรงงานควรจะมีการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานขึ้น โดยมีกรรมการจากภาคประชาชนเข้าไปทำงานร่วมด้วย เพื่อนำไปสู่การตั้งศูนย์ร้องเรียนและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับความปลอดภัยอย่างจริงจัง" บุญสม สีคำดอกแค ผู้ป่วยด้วยโรคจากการทำงานและเป็นหนึ่งในสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย กล่าว



www.banmuang.co.th

หลังจากประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติมหาอุทกภัยครั้งใหญ่มาไม่นาน...

หลังจากประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติมหาอุทกภัยครั้งใหญ่มาไม่นาน และยังได้ตื่นตระหนกกับข่าวคราวเกี่ยวกับภัยธรรมชาติอยู่เนื่องๆ รวมทั้งปัญหาโลกร้อน ส่งผลให้ทุกภาคส่วนได้ให้ความสนใจและหาหนทางในการคิดและเรียนรู้อยู่กับธรรมชาติอย่างเหมาะสม และยั่งยืนมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นที่มาของหัวข้อในการจัดงานประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเยาวชนครั้งที่ 7 "คิด-เรียนรู้ อยู่กับธรรมชาติ" ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ โดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

วิทยาศาสตร์นั้นจัดได้ว่า เป็นรากฐานของเทคโนโลยี ของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และเหนือสิ่งอื่นใดนั้น วิทยาศาสตร์เป็นรากฐานของการใช้ชีวิต หัวใจสำคัญของงานนี้คือ เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยที่มีใจรักในวิทยาศาสตร์ ได้เผยแพร่แนวคิดและผลงานทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ตลอดจนเป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิทยาศาสตร์รุ่นพี่และเยาวชนวิทย์รุ่นน้อง เพื่อต่อยอดความคิดและสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อวิถีชีวิตมนุษย์ ธรรมชาติและสังคมทั้งในปัจจุบันและอนาคต และที่สำคัญ หัวข้อการจัดงานในปีนี้ เน้นการให้ "เยาวชนได้คิด-เรียนรู้ อยู่กับธรรมชาติ" เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ รวมถึงเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อตอบโจทย์การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างยั่งยืน

ภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย โดยแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ ภาคการนาเสนอโครงงานวิจัยของเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ทั้งในรูปแบบการบรรยายและแบบโปสเตอร์ในสาขาต่างๆ ได้แก่ ชีววิทยา เคมี คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และธรณีวิทยา นอกจากนั้นยังรวมไปถึงการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ซึ่งมีผลงานวิจัยเด่นๆ ของนักวิทยาศาสตร์ไทยมากมายหลายผลงาน ที่สะท้อนถึงความพยายามตอบโจทย์การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างยั่งยืน อาทิ งานวิจัยเกี่ยวกับข้าวทนน้ำท่วมฉับพลัน กระสอบทรายนาโน อุปกรณ์วัดระดับน้ำและความแรงของน้ำไหล ฯลฯ

การนาเสนอโครงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในแบบบรรยายและโปสเตอร์ รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยต่างๆ มีการน้ำเสนอที่หลากหลายมากกว่า 200 โครงงาน ซึ่งความพิเศษในการนำเสนอผลงานที่แตกต่างจากปีที่ผ่านมาคือ จัดให้มีการบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นการฝึกทักษะการสื่อสารงานวิจัยเป็นภาษาต่างประเทศ รวมทั้งมีเยาวชนจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เกาหลี และเวียดนาม ให้ความสนใจเข้าร่วมนำเสนอโครงงานวิจัยด้วยเช่นกัน

น้องสตังค์ หรือพลเดช อนันชัย นักเรียนชั้น ม.6 จากโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย (โรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาค) เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมนำเสนอโครงงานวิจัย "การพัฒนาวิธีทางเคมีในการสังเคราะห์วัสดุที่สามารถเปลี่ยนความร้อนส่วนเกินเป็นไฟฟ้า" ซึ่งมีแรงบันดาลใจจากการได้รับโอกาสไปร่วมกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่เยอรมนีในฐานะทูตไบเออร์เพื่อสิ่งแวดล้อม การทำโครงงานวิจัยนี้ เป็นการออกแบบอุปกรณ์ในการดักจับพลังงานความร้อนส่วนเกินจากสิ่งต่างๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นพลังงานความร้อนจากร่างกายมนุษย์ พลังงานความร้อนที่เกิดจากเครื่องยนต์ หรือในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อนำมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า โดยใช้สารกึ่งตัวนำความร้อนเรียกว่า บิสมัธ เทลลูไรต์ ที่มีการพัฒนาให้มีอนุภาคในระดับนาโนเมตร และผ่านการสังเคราะห์ให้มีความบริสุทธิ์มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการดักจับความร้อนได้มากขึ้น ถึงแม้ขณะนี้จะสามารถดักจับความร้อนได้เพียง 3 เปอร์เซ็นต์ ก็จะยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงงานวิจัยนี้ต่อไป เนื่องจากมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้สำเร็จ

นายกิตติ บุญเพิ่ม และนายภัทร โคมกระจ่าง สาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมวัสดุ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำผลงานวิจัยเรื่อง "การพัฒนาระบบตรวจวินิจฉัยเพื่อคัดกรองการเกิดดาวน์ซินโดรมของทารกในครรภ์" มาจัดแสดง ซึ่งเป็นผลงานความร่วมมือระหว่างศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต มหาวิทยาลัยมหิดล และศูนย์เทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) หลักการคือ ใช้วิธีเจาะเลือดมารดาที่ตั้งครรภ์เพื่อนำมาวัดค่าความผิดปกติของสารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ AFP estriol และ HCG ซึ่งผลที่ได้จะเป็นประโยชน์ในการตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรมเบื้องต้น หากพบความผิดปกติ จึงใช้วิธีเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจโครโมโซมอีกครั้งหนึ่ง

"วิธีการนี้จะช่วยให้สามารถคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรมของทารกในครรภ์ได้มากขึ้น เพราะมีค่าใช้จ่ายในการตรวจวัดที่ถูกกว่า และช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากวิธีตรวจวัดโครโมโซม เพราะวิธีดังกล่าวอาจทำให้แท้งบุตรได้ โดยพวกเรามีความตั้งใจอย่างมากที่จะทางานวิจัยนี้ให้สำเร็จ เพราะนั่นหมายความว่า จะมีการผลิตและนำส่งเครื่องมือดังกล่าวไปยังโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลในต่างจังหวัด ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้หญิงตั้งครรภ์ในต่างจังหวัดได้เข้าถึงบริการคัดกรองก่อนเจาะโครโมโซม ซึ่งช่วยลดภาวะดาวน์ซินโดรมของเด็กเกิดใหม่ในประเทศ"

ในส่วนของภาคการเสวนาและบรรยายทางวิชาการ มีการนำเสนอหัวข้อที่น่าสนใจหลายเรื่อง นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันประลองความคิดทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียน นิสิต นักศึกษา นักวิชาการ และประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมงานอย่างมากมาย อาทิ กิจกรรมการประดิษฐ์กังหันพลังงานลม กิจกรรม "Nightmare Science Math Rally" เพื่อเปิดให้โอกาสให้น้องๆ ได้แข่งขันแก้ปัญหาโดยอาศัยหลักทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์

ไฮไลท์ของงานอีกหนึ่งกิจกรรมคือ การจำลองการแข่งขัน "มินิวิทยสัประยุทธ์" ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยในปีนี้ได้ตั้งโจทย์ให้น้องๆ แข่งขัน "ประดิษฐ์เครื่องยิงลูกบอล" ไปยังตำแหน่งเป้าหมาย และเพิ่มความท้าทายให้ต้องออกแบบอุปกรณ์หน่วงเวลา เพื่อให้เครื่องสามารถยิงลูกบอลได้ตามระยะเวลาที่กำหนดอีกด้วย วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้น้องๆ ได้ผสมผสานทั้งทักษะทางคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ในการคิดค้นคาตอบ เช่น การปรับแต่งลูกบอลเพื่อเพิ่มน้ำหนักและแรงต้าน การคำนวณองศาของการยิง การคำนวณระยะทางและแรงส่ง การใช้กลไกแรงเสียดทานเพื่อเพิ่มการหน่วงเวลา ซึ่งจบลงด้วยการที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี 2) คว้าแชมป์การแข่งขันมินิวิทยสับประยุทธ์ในปีนี้ไปครอง

สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา ฮังซุง ไซเอนซ์ จากประเทศเกาหลีใต้ และโรงเรียนมัธยมศึกษา เดว ดัง ตุ จากประเทศเวียดนาม ซึ่งได้เข้าร่วมงาน วทท. เพื่อเยาวชน ครั้งที่ 7 โดยได้นำเสนอผลงานวิจัยของนักเรียน และเข้าร่วมกิจกรรมมินิวิทยสัประยุทธ์ โดยอาจารย์ ชอย บุง ชุน โรงเรียน ฮังซุง ไซเอนซ์ กล่าวว่า "รู้สึกดีใจที่ได้มาร่วมงานในครั้งนี้ และประทับใจกับผลงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ของเยาวชนไทยมาก เป็นงานที่สามารถทำให้เกิดแรงบันดาลใจทางด้านวิทยาศาสตร์ สำหรับวันนี้เราได้นำนักเรียนมานำเสนอผลงานวิจัยแบบโปสเตอร์ในสาขาวิชาชีววิทยาในด้านการสกัดสารจากใบแปะก๊วย และเข้าร่วมแข่งขันมินิวิทยสัประยุทธ์ ทำให้ได้รับประสบการณ์และแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์กับโรงเรียนต่างๆ"

อาจารย์ เนียน ที เบียน เดียบ โรงเรียนมัธยมศึกษา เดว ดัง ตุ จากประเทศเวียดนาม กล่าวว่า "เราได้มาร่วมกิจกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก รู้สึกตื่นเต้นและประทับใจอย่างมากกับผลงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ของเยาวชนไทย โดยเราได้นำผลงานวิจัยแบบโปสเตอร์ในสาขาวิชาฟิสิกส์ เรื่อง การประหยัดพลังงาน โดยการทำโคมไฟอย่างง่ายจากกล่องไอศกรีม พร้อมทั้งได้เข้าร่วมการแข่งขันมินิวิทยสัประยุทธ์กับโรงเรียนต่างๆ ในประเทศไทย ทำให้ได้ประสบการณ์อย่างมาก"

เมื่อพิจารณาจากผลงานวิจัยของเยาวชนไทยที่นาเสนอในงานนี้ รวมทั้งความตื่นตัว ความสนในของเยาวชนที่เข้ามาร่วมชมงานตั้งแต่รุ่นเด็กเล็ก เด็กโต นิสิต นักศึกษาแล้ว นับว่างาน วทท.เพื่อเยาวชนครั้งที่ 7 นี้ เป็นกิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยจุดประกายสังคมให้มองเห็นถึงความสำคัญและคุณค่าของวิทยาศาสตร์ และหันมาสนับสนุนและส่งเสริมเยาวชนให้สนใจการเรียนวิทยาศาสตร์ เพื่อผลักดันไปสู่การสร้างนักวิทยาศาสตร์ไทย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศไทย และยังเป็นวิชาชีพเฉพาะด้านที่ประเทศไทยยังขาดแคลนอยู่มากในอนาคต



www.banmuang.co.th

คดีคนจนกับกระบวนทัศน์ของกระบวนการยุติธรรม ข้อเสนอปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม...

คดีคนจนกับกระบวนทัศน์ของกระบวนการยุติธรรม
ข้อเสนอปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม จากหนังสือเรื่องแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย “ข้อเสนอต่อพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” โดยคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) เมื่อ 14 พฤษภาคม 2554 ระบุว่า
“....ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทยที่ตอกย้ำและขยายความเหลื่อมล้ำจนเป็น “สองมาตรฐาน” นี้ เมื่อวิเคราะห์ถึงที่สุดแล้ว เกิดขึ้นทั้งในกระบวนการที่จะเข้าถึงความยุติธรรม นับตั้งแต่กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย, ระงับข้อพิพาท, ไปจนถึงตัวกฎหมายและเนื้อหาแห่งความยุติธรรมที่เป็นผลบั้นปลาย หากไม่ปฏิรูป ความยุติธรรมในประเทศไทยจะเป็นความยุติธรรมแบบที่เรียกกันในภาษาสันสกฤตว่า “ความยุติธรรมของฝูงปลา...”
ข้อมูลจากเอกสารประกอบข้อเสนอขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ในเวที “โครงการรณรงค์เลือกตั้ง 2554 เวทีสัญญาประชาคม ประชาชนพบพรรคการเมือง” เมื่อ 24 มิถุนายน 2554 ระบุว่า
“ปัจจุบันมีผู้ติดคุกกว่า 2.4 แสนคนทั่วประเทศ เกือบทั้งหมดหรือเกิน 90 % เป็นคนจน ในจำนวนนี้มีผู้ถูกขังก่อนตัดสินคดี 50,000 คน ส่วนหนึ่งเพราะไม่มีหลักทรัพย์ประกันตัว นอกจากนี้ยังมีผู้ต้องขังที่ต้องคำพิพากษาแล้วแต่ไม่มีเงินเสียค่าปรับจึงต้องจำขังแทน นี่คือปรากฏการณ์ที่สะท้อนความผิดปกติของกระบวนการยุติธรรม และยังมีผู้ถูกคุมขังอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการพิจารณาคดีได้อย่างยุติธรรม เพราะไม่มีเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี และมีอีกจำนวนมากที่หลักฐานในการต่อสู้คดี จำพวกร่องรอยทางธรณีวิทยา หลักฐานทางโบราณคดี ไม่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาคดี...”
บทความของ รศ.ดร.จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง กระบวนการยุติธรรมกับปัญหาความยากจนในสังคมไทย ได้สรุปความยากจนกับกระบวนการยุติธรรมว่า
“ตลอดช่วงเวลายาวนานแห่งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา สัมพันธภาพระหว่าง “คนยากจน” กับ “กระบวนการยุติธรรม” จัดว่าเป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นเคียงคู่กันตลอดมา โดยผู้คนเหล่านี้ได้เข้ามาเป็นลูกค้าของกระบวนการยุติธรรมในทุกขั้นตอน และบ้างก็ใช้เป็นสถานที่พักพิงยาวนานทั้งชีวิต ซึ่งถ้าหากว่า “รัฐและสังคม” ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกลุ่มคนยากจนทั้งหมดในสังคม ให้กลายเป็นคนที่ไม่ยากจนโดยทั่วหน้ากันแล้ว “กระบวนการยุติธรรม” ก็ควรจะต้องเป็นหน่วยงานแรกๆ ที่กำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจในการจัดให้มีบริการที่เหมาะสมกับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างมีมนุษยธรรม เพื่อรองรับ “ความไม่เสมอภาคเท่าเทียมกัน” และจะต้องตระหนักโดยทั่วกันว่า “กระบวนการยุติธรรม” ทั้งองคาพยพจะไม่แสดงบทบาทเป็นผู้กระทำการละเมิดสิทธิหรือกระทำการอย่างมีอคติต่อคนยากจนเหล่านี้เสียเอง”
คนจนกับการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ได้มีการถกเถียงทางสังคมกันมายาวนาน หลายรัฐบาลในอดีตได้ใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ เพื่อจัดการการรวมตัวของชาวบ้านที่ลุกขึ้นเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้รัฐแก้ไขปัญหา กลับถูกรัฐแจ้งข้อหาบุกรุก หรือซ่องโจร หรือทำลายทรัพย์สิน เป็นต้น
กระบวนทัศน์กระบวนยุติธรรมแบบเดิมที่มองผู้กระทำผิดเป็นอาชญากรร้ายแรงที่จะกำจัดออกไปจากสังคมด้วยการลงโทษให้หลาบจำ ไม่ให้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง จึงถูกนำมาใช้กับคดีคนจนเสมอมา
แต่ปัญหาความยากจนไม่ใช่ต้นเหตุของการก่ออาชญากรรม การเรียกร้องขอความเป็นธรรม ตามสิทธิอันพึงได้พึงมี จึงไม่ชอบที่จะถูกรัฐตีความว่าเป็นการก่อความไม่สงบและต้องจัดการอย่างเด็ดขาด
ดังเช่น คนจนโดนฟ้องร้องดำเนินคดีจำนวนมากที่ถูกจองจำ จนล้นคุกอยู่ขณะนี้ จึงต้องทบทวนกระบวนทัศน์ของกระบวนการยุติธรรมแบบเดิมว่า สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาของประเทศหรือไม่
บทความ เรื่อง “กระบวนการยุติธรรมทางเลือกในคดีอาญา” ของ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้กล่าวถึง สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม องค์การสหประชาชาติ ได้กล่าวถึงเหตุผลและความจำเป็นในการนำกระบวนการยุติธรรมทางเลือกมาใช้ โดยตั้งคำถามสำคัญๆ ที่รัฐและสังคมประเทศต่างๆ ต้องช่วยกันตอบคำถามเหล่านี้ว่า เหตุใดจึงต้องนำกระบวนการยุติธรรมทางเลือกมาใช้ ทั้งๆ ที่มีกระบวนการยุติธรรมหลักอยู่แล้ว คำถามที่ว่า คือ
1.กระบวนการยุติธรรมหลักมีประสิทธิภาพที่จะลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ มากน้อยเพียงใด
2.กระบวนการยุติธรรมหลักได้กำหนดให้ “การกระทำผิด” กับ “สิ่งที่ผู้กระทำผิดควรจะได้รับ” เป็นไปอย่างสมเหตุสมผลหรือไม่
3. กระบวนการยุติธรรมหลักมีต้นทุนที่สูงและมีประสิทธิผลคุ้มค่าหรือไม่
4. กระบวนการยุติธรรมหลักช่วยทำให้จำนวนอาชญากรรมในชุมชนลดลงหรือไม่
5. กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายของกระบวนการยุติธรรมหลักช่วยคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้กระทำผิดเพียงใด
สำหรับคดีคนจนที่ถูกลงโทษในกระบวนการยุติธรรมไทย ถึงเวลาแล้วที่ต้องทบทวนการใช้กระบวนทัศน์แบบเดิมที่ถูกท้าทายด้วยวาทกรรมสองมาตรฐานและความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างที่ผ่านมา เพื่อนำกระบวนการยุติธรรมทางเลือกเข้ามาบูรณาการแก้ไขความยากจน ลดปัญหาทางสังคมโดยเร็ว.

www.thaipost.net

สารคดีประวัติศาสตร์ "พระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนา"

วันที่ ดร.อำนวย วีรวรรณ เปิดตัวหนังสือชื่อ "พระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนา" ในวังบางขุนพรหม ธนาคารแห่งประเทศไทย หลายคนก็อยากรู้ว่า ดร.อำนวยจะถ่ายทอดเรื่องราวพระมหากษัตริย์ไทย ว่าทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างไรมาให้เราได้อ่าน ผลก็เป็นอย่างที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ ดร.อำนวยพาเราไปเรียนรู้บทบาทและพระราชกิจในการอุปถัมภ์บำรุงพุทธศาสนาของกษัตริย์ไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย, ล้านนา, อยุธยา, ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ จนกระทั่งถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน
นี่คือหนังสือสารคดีประวัติศาสตร์ชั้นดี ที่เชื่อมโยงความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนา เนื้อหาที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้จึงไม่เหมือนกับผลงานวิชาการในเล่มไหนๆ ที่สำคัญได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ จัดพิมพ์เผยแพร่ถึง 92,000 เล่ม ไว้เป็นวิทยาทานส่งต่อความรู้แก่สาธารณชน
วันเปิดตัวหนังสือ ดร.อำนวย วีรวรรณ ผู้ริเริ่มจัดทำหนังสือเล่าที่มาให้ฟังว่า กว่า 10 ปีมาแล้ว มีโอกาสไปเยือนถ้ำอชันตา และถ้ำเอลโลรา เมืองออรังคบาด รัฐมหาราษฏระ ของประเทศอินเดีย ซึ่งเคยเป็นที่ประกอบศาสนกิจในพระพุทธศาสนาเมื่อสมัย 200 ปีก่อนคริสตกาล เห็นร่องรอยความเจริญของพุทธศาสนาในยุคสมัยนั้น รู้สึกฉงนใจว่า เพราะเหตุใดพระพุทธศาสนาซึ่งถือกำเนิดเจริญรุ่งเรืองในอินเดีย และเผยแผ่ไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย ตั้งแต่จีน เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม พม่า ศรีลังกา ลาว กัมพูชา และที่สุดพระพุทธศาสนามาเจริญรุ่งเรืองที่สุดในไทย โดยประชากรกว่าร้อยละ 90 เป็นพุทธศาสนิกชน มีวัดกว่า 40,000 แห่ง และพระภิกษุสงฆ์กว่า 250,000 รูป ตนใฝ่หาความรู้อันเป็นประโยชน์ต่อสังคม อยากเผยแพร่ให้เกิดประโยชน์
สำหรับหนังสือสารคดีเล่มนี้เป็นผลจากการทำงานค้นคว้าวิจัย เพื่อตอบคำถามว่า "เหตุใดพระพุทธศาสนาเถรวาทจึงมีความรุ่งเรืองไพบูลย์ที่สุดในประเทศไทย" ดร.อำนวย ผู้มีดำริจัดทำหนังสือระบุว่า เนื้อหางานวิจัยจัดทำกลางปี 2554 โดยทีมงานของ ม.ร.ว.ศุภวัฒย์ เกษมศรี นักประวัติศาสตร์คนสำคัญของไทย จนกระทั่งปลายปีนั้นผู้ทรงคุณวุฒิอีก 18 ท่าน ได้ตรวจสอบร่างและปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ อาทิ อาสา สารสิน, ดร.อานันท์ ปันยารชุน, ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา, เมตตา อุทกะพันธุ์ รวมถึง ดร.ดินาร์ บุญธรรม ที่เป็นผู้ค้นคว้าเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้
ผลงานที่ออกมาดีกว่าที่คาดฝันและจะเกิดประโยชน์มาก ทั้งยังได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเชิญภาพถ่ายจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ลงพิมพ์บนปกหน้าและในหนังสือเพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวง นอกจากนี้ ศิลปินแห่งชาติร่วมวาดภาพประกอบให้หนังสือด้วย คือ ถวัลย์ ดัชนี, กมล ทัศนาญชลี, ประเทือง เอมเจริญ, ปรีชา เถาทอง, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ รวมถึงศิลปินมีชื่อ ปัญญา วิจินธนสาร และพิษณุ ศุภนิมิตร
ดร.อำนวยกล่าวว่า เป็นระยะเวลากว่า 700 ปีมาแล้ว นับแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงจนถึงรัชกาลที่ 9 ในปัจจุบัน กษัตริย์ทุกพระองค์ทรงมีบทบาทสนับสนุนพุทธศาสนาทั้ง 4 มิติ คือ ศาสนาธรรม คำสอน ศาสนวัตถุ วัดวาอาราม และศาสนพิธี สมัยพ่อขุนรามคำแหงทรงเน้นศาสนาธรรม สมัยอยุธยาเน้นศาสนวัตถุ ซึ่งกลายเป็นต้นแบบพุทธศิลป์ยุคต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งศาสนาจะรุ่งเรืองหรือล่มสลายเกิดจากการอุปถัมภ์บำรุงของพระมหากษัตริย์
"เป็นหนังสือที่มีคุณค่าในประวัติศาสตร์ เป็นเล่มที่ผมภาคภูมิใจที่สุด และที่สำคัญเราต้องการเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ ด้วยวิตกกังวลกับข่าวมีกระบวนการไม่หวังดีต่อสถาบันกษัตริย์ เล่มนี้ช่วยให้ประชาชนยึดมั่นและศรัทธาสถาบันให้ยั่งยืนตลอดไป หากได้ผลตามเจตนารมณ์ไม่มากก็น้อยก็ถือว่าประสบผลสำเร็จ แล้วก็อยากให้ลูกหลานไทยได้อ่านหนังสือเล่มนี้" ดร.อำนวยเผยว่าชื่นใจกับหนังสือที่สุด
ดร.อำนวยเจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือ กล่าวเพิ่มเติมว่า เดิมจะพิมพ์เผยแพร่ 50,000 เล่ม เป็นเงินส่วนตัวทั้งงานวิจัยและจัดพิมพ์ เมื่อมีผู้ทราบเจตนารมณ์ที่ต้องการให้คนไทยเข้าใจถึงความเจริญของชาติที่เกิดจากความเข้มแข็งของสองสถาบันหลัก จึงมีองค์กรและหน่วยงานต่างๆ ยื่นมือสนับสนุนด้านการพิมพ์รวม 92,000 เล่ม เป็นสถิติการพิมพ์สารคดีสูงสุด ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และไม่จำหน่าย แต่แจกเป็นวิทยาทาน หวังจะถึงมือผู้สนใจ ตั้งแต่พระบรมวงศานุวงศ์ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ สถานศึกษา การจัดพิมพ์ครั้งต่อไปมอบให้บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) พิมพ์เพื่อจัดจำหน่ายในราคาย่อมเยา
ขณะที่ ดร.ดินาร์ บุญธรรม ผู้เขียนบอกถึงการค้นคว้าเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ว่า จริงแล้วมีงานค้นคว้าและเขียนเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ในการอุปถัมภ์พุทธศาสนาปรากฏในรูปแบบต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ตำรา งานวิจัย บทความทางวิชาการ บทสารคดี และข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งภิกษุสงฆ์และนักวิชาการฆราวาสทำไว้ แต่ยังขาดมิติต่อเนื่องตอบคำถามเชิงวิชาการประวัติศาสตร์
"ผมนำข้อมูลมากมายมาจัดระบบ รวมทั้งวิเคราะห์วิพากษ์เชิงวิชาการ ทำให้เห็นมิติของวิวัฒนาการพระพุทธศาสนาในไทย และมิติบทบาททำนุบำรุงพุทธศาสนาของกษัตริย์ อ่านแล้วเห็นภาพว่ามีมาตั้งแต่รวมตัวกันเป็นประชาคมคนไทยในรูปแบบรัฐ อาณาจักร คือสุโขทัยและล้านนา จริงแล้วพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองก่อนประชารัฐ แต่กษัตริย์ล้านนาไทยเป็นผู้รับมรดกทางพุทธศาสนา และสนับสนุนเรื่อยมาถึงพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี จนรัชกาลปัจจุบัน"
ผู้เขียนคาดหวังให้ผู้อ่านได้รู้จักความเป็นไทยมากขึ้น ซึ่งมีรากฐานคือ ความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนาอันกษัตริย์ไทยทรงอุปถัมภ์ จนพุทธศาสนาสามารถแทรกซึมเป็นความเชื่อและศรัทธาหลักของคนในสังคมไทย หวังเห็นคนยุคนี้รู้จักรากอารยธรรม
ด้าน พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ผู้มีโอกาสรับใช้เบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวในกิจกรรมเสวนาของงานเปิดตัวหนังสือว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพุทธที่แท้จริง พระองค์เป็นศาสนบุคคล ตนเห็นการปฏิบัติพระองค์ตามคำสอนพระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิด ที่ตำหนักจิตรลดาคล้ายวัดยังเรียก 'วัดจิตรลดาวรรณาราม' เพราะในหลวงทรงปฏิบัติธรรม แม้ทรงผนวชระยะเวลาสั้น 15 วัน แต่เพียงพอที่จะทรงศึกษาและปฏิบัติต่อเนื่องจนปัจจุบัน ทั้งยังเป็นเหตุให้ข้าราชบริพารและข้าราชการรวมถึงตน ได้ปฏิวัติตัวเองถือศีลปฏิบัติธรรมตั้งแต่เข้าวังจนวันนี้ หากได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับพุทธศาสนา เคยตรัสหากเห็นประทับอยู่นิ่ง พระองค์ทรงนับกำกับลมหายใจ 1 เข้า 1 ออก ด้วยพลังสมาธิ เวลาทรงงานจะจดจ่อกับพระราชกรณียกิจต่อเนื่อง
"ประชาชนสามารถทำนุบำรุงพุทธศาสนา นอกจากรู้ความสำคัญและกราบไหว้บูชา ต้องปฏิบัติบูชาทางศาสนา ถือศีล 5 ซึ่งตลอด 62 ปีทรงครองราชย์พิสูจน์แล้ว ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม ดำรงพระชนม์ชีพอย่างพอเพียง โดยสันโดษ คนไทยควรตามรอยพระยุคลบาท หากสองสถาบันคงอยู่ สังคมไทยจะอยู่รอดปลอดภัย" พล.ต.อ.วสิษฐกล่าวฝาก
ส่วน พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี กล่าวถึงหนังสือสารคดีเล่มนี้ด้วยว่า งามด้วยรูปเล่มสมพระเกียรติ งามรูปเรื่องด้วยเรื่องราวกินเวลากว่า 5,000 ปี ผู้เขียนร้อยเรียงให้จบโดยไม่รุงรัง ทั้งที่ข้อมูลมหาศาล งามรูปรส อ่านเพลิน กลืนคล่อง ไม่ต้องปีนบันไดอ่าน งามด้วยรูปภาพ ฝีมือเหล่าศิลปินแห่งชาติ และสำคัญสุดเจตนารมณ์ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์งดงามหวังประโยชน์สุขต่อประเทศชาติและประชาชน ทำขึ้นในจังหวะเวลาที่เหมาะสมกับประเทศไทย หากจะให้คนไทยรักและหวงแหนทั้งสองสถาบันต้องให้รู้จักภูมิหลังที่แท้จริง ช่วยกันทำคำอธิบายให้ปรากฏ ซึ่งก็คือบทบาทที่หนังสือเล่มนี้ได้ทำ จากนี้ต้องทำให้ผลงานถึงมือชาวไทยมากที่สุด.

www.thaipost.net

เกียรติประวัติเพลงไทยพื้นบ้านสุพรรณบุรี นับเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเพลงดีมีคุณค่าในวงการเพลงไทย...

เกียรติประวัติเพลงไทยพื้นบ้านสุพรรณบุรี

นับเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเพลงดีมีคุณค่าในวงการเพลงไทย ไม่ว่าจะเป็นเพลงลูกกรุงหรือเพลงลูกทุ่งอมตะในอดีต ที่ถูกทอดทิ้งจากวงการสื่อมวลชนของไทยมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบปีมาแล้ว สืบเนื่องมาจากเหตุผลทางธุรกิจของวงการธุรกิจเพลงไทยตลอดยุคที่ผ่านมา
มีข่าวจากหลายกระแสที่ยืนยันตรงกันตลอดเวลาที่ผ่านมาว่า แม้วงการเพลงในประเทศเกือบจะทอดทิ้งเพลงดีมีคุณค่าทั้งหลายของไทย ให้จมนิ่งสนิทอยู่กับความทรงจำในอดีต จนแทบจะไม่มีโอกาสหายใจได้แล้วนั้น ตรงกันข้ามกับนักนิยมเพลงไทยในต่างแดนโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างประเทศเอง ยังคงความชื่นชมซาบซึ้งกับบทเพลงอันทรงคุณค่าเหล่านั้นอย่างไม่เสื่อมคลาย จะเห็นได้จากการแสวงหาแผ่นเพลง หรือแม้แต่เทปคาสเซ็ทเพลงไทยเก่าๆ เพื่อจะส่งไปจำหน่ายในต่างประเทศยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดมา โดยเฉพาะเพลงไทยยุคซิกตี้ - เซเวนตี้ คือเพลงไทยตั้งแต่ช่วงปี 1950 - 1980 หรือระหว่างปี พ.ศ. 2493 - 2501 เลยมาจนถึงปี 2520 ต้นๆ
ข่าวเด่นอีกข่าวหนึ่งเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง วงดนตรีร็อกวงหนึ่งคือ My Morning Jacket ได้นำเพลงของ ขวัญจิต ศรีประจันต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงพื้นบ้าน – อีแซว) ชื่อเพลง “อีแซวตอบปัญหาหัวใจ” ไปบันทึกเสียงใหม่ชนิดโน้ตต่อโน้ต โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงท่วงทำนองแต่อย่างใด ยกเว้นเครื่องดนตรี ให้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Holding on To Black Metal” โดยให้เครดิตอย่างเต็มที่ว่าเป็นผลงานของ ขวัญจิต ศรีประจันต์ จากประเทศไทย และให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างๆ ว่า เป็นความภูมิใจอย่างใหญ่หลวงของพวกเขาที่ได้รู้จักเพลงนี้
กระแสนี้ได้ปลุกแวดดวงวิชาการดนตรีให้ตื่นขึ้น ทั้งคณะครูอาจารย์และนักศึกษาวิชาการดนตรีในระดับมหาวิทยาลัยในไทย เกิดความรู้สึกตื่นเต้นกันพอควร แต่ดูหมือนจะเป็นการตื่นเต้นเพราะตกใจมากกว่าดีใจ เพราะรู้สึกว่าได้ถูกนักดนตรีต่างประเทศย่องเข้ามาตีท้ายครัว ในแบบที่เรียกว่า กลางวันแสกๆ กันเลยทีเดียว
ได้เกิดการเคลื่อนไหวในวงการดนตรีระดับมหาวิทยาลัยอย่างเอาจริงเอาจังกันอยู่ช่วงหนึ่ง มีการประชุมทั้งกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ เพื่อจะหาทางศึกษาค้นคว้ากันอย่างเร่งด่วน เพื่อจะนำเพลงเก่าระดับคุณภาพของไทยในอดีต นำมาให้นักดนตรีรุ่นใหม่โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัยได้ทำการบันทึกเสียงกันใหม่ เพื่อไม่ให้น้อยหน้าหรือเสียหน้าที่โดนนักดนตรีในต่างประเทศตัดหน้าไปก่อน แต่กระแสนี้ก็เกิดขึ้นวูบเดียวแล้วก็ค่อยๆ เงียบหายไปคล้ายคลื่นกระทบฝั่ง และคงเงียบไปอีกนานจนกว่าจะมีคลื่นลูกใหม่มากระทบ
และสาเหตุที่ต้องเงียบกันไปนั้นก็มิใช่อื่น เป็นเพราะแท้จริงแล้ว ทั้งครูอาจารย์ และลูกศิษย์ทางวิชาการดนตรีของเราในยุคปัจจุบันนี้ ขาดตอนจากข้อมูลอันเป็นรากแท้ๆ ของภูมิปัญญาเพลงไทยกันไปนานแล้ว จึงไม่อาจจะหยิบจับเพลงไหนยุคใดขึ้นมาสร้างให้เป็นชิ้นงานได้อย่างเหมาะสม เพราะเป็นเพียงแค่ความคิดตามกระแสของคนอื่น ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เขาเข้าถึงคุณค่าของงานนั้นอย่างแท้จริง
ศิลปินแห่งชาติ ขวัญจิต ศรีประจันต์ ให้ความเห็นว่า
"น่าเสียดายที่สังคมของเราเอาแต่ทะเลาะกันไม่เลิก จึงไม่มีเวลาให้ความสนใจกับสิ่งที่มีคุณค่าที่เรามีอยู่ คนอื่นเขามองเห็น เขาเข้าถึงได้มากกว่าเขาก็เอาไปทำก่อน"
กับคำถามถึงเรื่องลิขสิทธิ์ เพลง "อีแซวตอบปัญหาหัวใจ" แม่ขวัญจิตตอบว่า
"ทำนองนั้นเป็นพื้นบ้านก็จริง แต่เราก็เอามาปรับปรุงบ้าง มาวางส่วนใหม่บ้าง แต่เนื้อร้องนั้นแต่งเองทั้งหมด ไม่ทราบว่าเขาไปขออนุญาตกับใคร อาจไปขอแล้ว และก็คงมีคนรับค่าลิขสิทธิ์แทนไปแล้ว แต่ตัวเองนั้นยังไม่ได้มีใครมาบอกอะไร แต่ได้ฟังฝรั่งเขาร้องก็ดีใจนะ ดีใจที่เขาเห็นคุณค่างานของเรา"
ที่บ้านหลังใหญ่ทรงไทยจังหวัดสุพรรณบุรี ต้นฉบับเพลงพื้นบ้านของประเทศ ที่เกือบจะเหลือเพียงหนึ่งเดียวในวันนี้ กล่าวว่า
"ทุกวันนี้ก็ยังรับงานอยู่ รับตลอดเพราะยังมีภาระหลายอย่าง แต่ว่างเมื่อไหร่ก็จะไปสอน ก็ที่นาฏศิลป์สุพรรณบุรีนี่แหละ อันนี้เป็นจิตอาสา อยากทำเองเต็มใจเอง อยากจะวางแบบไว้ให้ สร้างงานไว้ให้ ให้มีคนสืบทอดให้ได้"
กับคำถามที่ว่า วางใจได้หรือยังว่าจะมีผู้สืบทอดต่อไปได้
"ก็วางใจนะ ทั้งน้องๆ ลูกหลาน และลูกศิษย์ที่สอน มีกันหลายคนทีเดียวที่เขาเริ่มเอาจริงกันแล้ว เราก็มีกำลังใจ แต่ก็ยังต้องนำ ยังต้องแนะ เด็กๆ ยังเป็นวิชาการกันอยู่มาก ยังไม่ลึกพอ ต้องให้เข้าถึงความเป็นพื้นบ้านจริงๆ ยังต้องนำต้องบอก แต่อนาคตคิดว่าเขาจะต้องสืบสานได้ พอวางใจได้"

เพลง อีแซวตอบปัญหาหัวใจ
ทำนอง พื้นบ้าน คำร้อง ขวัญจิต ศรีประจันต์
ดิฉันเปิดคอลัมน์แฟนประจำติดจัง
มีปัญหาเล่าให้ฟังทั้งผู้หญิงผู้ชาย
บ้างมีปัญหาครอบครัวที่ตัวอยู่ครอบครอง
ล้วนแต่ปัญหาหนักสมองไปตามยุคสมัย
จ.ม.จากน้องบ้านนาที่เขียนมาหาพี่
แหมปัญหามากมีหลายความหมาย
น่าสงสารจริงสาวมีแต่ข่าวขื่นขม
ใครๆ ก็อยากดมอย่าเชื่อเลยผู้ชาย
จึงเอา จ.ม.สาวสุพรรณขึ้นมาอ่านดูที
แม่สาวสุพรรณบุรีแม่เดือดร้อนอะไร......
อ้อน้องมีคนรักมากนักเชียวหรือ
จึงชวนพี่หารือคงจะไม่เป็นไร
ขอตอบเรื่องราวของสาวสุพรรณ
คนที่มารักนั้นก็ดีๆ ทุกนาย
คนแรกชื่อ ก. ว่าเขายังไม่แก่
อายุแปดสิบดีแท้เข้าใกล้วันสุดท้าย...(ยังมีต่อ)

“ถนนเพลงไทย”
0 ตั้งเสาเพื่อจะขึ้นชั้นสองแล้ว สำหรับอาคารถาวรของ สมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ฝั่งตรงข้ามทางเข้าวัดราชาธิวาส เยื้องโรงเรียนเซ็นต์คาเบรียล ถนนสามเสน และภายในปลายปีนี้ คนในวงการดนตรีก็จะได้เห็นอาคารสง่างามหลังนี้เป็นขวัญกำลังใจอย่างพร้อมหน้ากัน
0 ทำให้ใครต่อใครที่ผ่านไปย่านนั้น ไม่ว่าจะเป็นเช้า สาย หรือ บ่าย เย็น เป็นต้องได้พบได้เห็นหนุ่มใหญ่ใจใหญ่ วีรวัธน์ เทพโสธร นายกสมาคมดนตรีคนเก่ง เดินตรวจสอบงานก่อสร้างอาคารด้วยตนเองอยู่อย่างขะมักเขม้น เพราะเป็นงานถนัดและเชี่ยวชาญยิ่ง ขอชื่นชม...ชอชื่นชม
0 ผู้ใหญ่คุยกันแล้ว มีข่าวกรองที่ยืนยันได้ว่า สมาคมนักร้องแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ตอบรับคำเชิญที่จะไปใช้อาคารถาวรของ สมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นที่ตั้งสำนักงานของสมาคมฯ ร่วมกันแล้ว เหลือเพียงรายละเอียดที่จะคุยกันเพิ่มเติมเมื่ออาคารได้ก่อสร้างใกล้เสร็จสมบูรณ์เท่านั้น
0 ถึงเวลาที่การผนึกกำลังเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของพี่น้องศิลปินในวงการดนตรีจะเป็นจริงเสียที จะได้ลบคำสบประมาทของใครบ้างก็ไม่ทราบ ที่กล่าวขวัญกันมานานนักหนาแล้วว่า นักดนตรี นักร้อง นักแต่งเพลง และบรรดาศิลปินในวงการเพลงไทย ไม่รักกันจริง ไม่มีวันที่จะรวมตัวกันเป็นปึกแผ่นแน่นหนา ให้มีอำนาจที่จะต่อรองผลประโยชน์ให้กับมวลหมู่พี่น้องของตนได้
0 ผ่านไปแล้วอย่างเรียบร้อย ประทับใจ เรียกทั้งเสียงปรบมือและหยดน้ำตาแห่งความซาบซึ้ง ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ ใน Tinawat Live จุดประกายความคิด ไม่ลืมที่จะกระตุกต่อมสำนึกคนรุ่นใหม่ จะโกอินเตอร์ หรือจะอ้าแขนรับอาเซียน ต้องอย่าลืมเพลงไทย ดนตรีไทยของเรา
0 ผ่านไปแล้วเช่นกัน แต่แฟนคลับยังร่ำร้องหา ด้วยความอลังการทั้งแสงสีเสียง และความสามารถของผู้แสดง ทุกชุดทุกนาที กระชับและเข้มข้นด้วยคุณภาพ นั่นคือ CONCERT B พงษ์พันธ์ ธนะเพิ่มพูน & ว.วัชญาน์ "เพลงรักต่างภาษา" คงต้องมีครั้งที่สองเร็วนี้ แน่นอน
0 ปรบมือเป็นพิเศษให้กับ นัดดา วิยะกาญจน์ ในชุดทองบรอนซ์ทั้งชุด ร้องเพลงญี่ปุ่น เพลงอะไรก็ไพเราะเด็ดขาดอยู้แลัว และขอปรบมือนานๆ...และนานๆ สำหรับ จิตติมา เจือใจ กับเพลง "ลี่เต้า" โดดเด่นและอ่อนหวาน จนแทบจะทำให้คนฟังลืม "ถ้าหัวใจมีปีก" ไปหลายนาที
0 คืนนี้ สุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน จะเปิดเผยว่า "ทำไมจึงมาเป็นนักร้อง นักดนตรี และทำไมจึงเพื่อชีวิต" ในรายการ “เพลงไทยยุคทอง” ทุกคืนวันอาทิตย์ เวลา 22.00 – 24.00 น. ทางโทรทัศน์ดาวเทียม PSI ช่อง 66 “เฉลิมกรุงทีวี”

สิงห์สุวรรณ
Singsuwan.s@gmail.com



www.thaipost.net

ห้องประชุมไพลิน มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี 19 พ.ค. 55 เมื่อเวลา 17.00 น. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร...

ห้องประชุมไพลิน มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี 19 พ.ค. 55 เมื่อเวลา 17.00 น. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (กรอ.) ครั้งที่ 4/2555 เพื่อพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบใน 12 ประเด็นเพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมครม.ในวันที่ 20 พ.ค. ประกอบด้วย 1.สรุปโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย โดยที่ประชุมมอบหมายให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำแผนแม่บทพัฒนาความเชื่อมโยงของประเทศไทยกับท่าน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย โดยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2.เร่งรัดการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงภาคตะวันตกจำนวน 3 เส้นทางคือ โครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์หมายเลข 81 เส้นทาง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี-บ้านห้วยตลุง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี วงเงินงบประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท , โครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ (ช่วงที่2) เส้นทางบ้านห้วยตลุง อ.ท่าม่วง-บ้านพุน้ำร้อน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี และโครงการขยายถนนเป็น 4 ช่องจราจร จากบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี - หมายเลข 3208 บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข4 (เพชรเกษม) จ.ราชบุรี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและเชื่อมโยงโลจิสติกลงสู่ภาคใต้ ซึ่งมติที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมรับไปพิจารณาจัดทำแผนแม่บทการพัมนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งเพื่อรองรับการพัฒนาท่าเรือทวายและการเปิดด่านบ้านพุน้ำร้อน พร้อมทั้งจัดลำดับความสำคัญของสายทางหลักและสายทางรองและเสนอให้ครม.พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

3.การเตรียมความพร้อมรองรับการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย และการเชื่อมโยงระเบียบเศรษฐกิจ SEC โดยจะผลักดันให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือเขตอุตสาหกรรม บ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี และเร่งรัดยกระดับด่านชั่วคราวบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี เป็นด่านถาวร โดยในเบื้องต้นเปิดเฉพาะวันจันทร์ พุธ และศุกร์ โดยเรื่องนี้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ เป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับด่านพรมแดนระหว่างไทย-พม่า และร่วมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และจังหวัดกาญจนบุรี ประสานกับทางการของพม่าในการเร่งรัดการเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราวและเจรจาเพื่อขอเปิดจุดผ่านแดนบ้านพุน้ำร้อน ถาวรต่อไป และยังมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับสภาความมั่นคงฯ กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมเพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายคนและสินค้าข้ามแดนและผ่านแดนให้มีประสิทธิภาพ โดยพิจารณาออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง จัดระบบบริหารจัดการและตรวจปล่อยคนและสินค้า รวมถึงบูรณาการระบบเอกสารและกระบวนการให้บริการให้สอดคล้องกับระบบ Nation Single Window และมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ ศึกษาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย เพื่อเตรียมความพร้อมในการแข่งขันกับสินค้าเกษตรของพม่า

4.การส่งเสริมและอำนวยความสะดวกการค้าชายแดนและการค้าข้ามแดนไทย-พม่า โดยจะมีการยกระดับด่านชั่วคราวพระเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี ด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นด่านถาวร และเปิดจุดผ่อนปรนบ้านตะโกบน (กะลาโท่) บ้านตะโกล่าง ต.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี โดยที่ประชุมมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ เร่งดำเนินการประสานกับพม่าเพื่อร่วมดำเนินการจับเก็บรายละเอียดสภาพภูมิประเทศด่านสิงขร ให้แล้วเสร็จ และมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และสำนักงานสภาความมั่นคงฯ ติดตามและประเมินสถานการณ์การพัฒนาในพม่าทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง และหากเห็นสมควรให้มีการเปิดจุดผ่อนปรนการค้าตะโกบนให้ดำเนินการตามระเบียบและขั้นตอนต่อไป

5.โครงการลดการสูญเสียในวงจรการผลิต โดยขอการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาทำโรงงานนำร่องใน 8 จังหวัด กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 และ 2 เพื่อลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตให้ใช้ได้จริง โดยที่ประชุมมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงาน นำข้อเสนอของกกร.ไปดำเนินการต่อไป

6.โครงการบริหารจัดการพลังงานแบบบูรณาการเพื่อลดต้นทุนและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน หรือพลังงานชีวมวล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในโรงงานอุตสาหกรรม โดยมอบหมายให้กระทรวงอุตสหากรรมร่วมกับกระทรวงพลังงานรับไปพิจารณาดำเนินการ

7.การส่งเสริมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง ได้แก่โครงการปรับปรุงระบบนิเวศน์คลองดำเนินสะดวกและคลองสาขา จ.ราบชุรี-สมุทรสาครและสมุทรสงคราม โครงการนำร่องสู่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง และโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการของแม่น้ำท่าจีนในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง โดยมติที่ประชุมมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับข้อเสนอโครงการฯและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการแม่น้ำท่าจีนฯ ไปพิจารณารายละเอียดแล้วนำเสนอ กบอ. พิจารณาเพื่อขอรับการสนับสนุนเพื่อดำเนินการต่อไป

8.โครงการถนนท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลอ่าวไทย จ.สมุทรสาคร-จ.สมุทรสงคราม โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม รับไปพิจารณาในรายละเอียดและความเหมาะสมของโครงการเพื่อประกบการพิจารณาขอรับการจัดสรรงบฯประจำปีตามขั้นตอนต่อไป

9.การประกาศเขตพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเมืองหัวหินและพื้นที่เชื่อมโยง (ชะอำและปราณบุรี) โดยที่ประชุมมอบหมายให้กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา รับไปพิจารณาความเหมาะสม พร้อมทั้งเตรียมการประกาศเมืองหัวหินและพื้นที่เชื่อมโยง (ชะอำ-ปราณบุรี) ภายในกลุ่มท่องเที่ยว The Royal Coast ให้เป็นเขตพื้นที่พิเศษตามขั้นตอนต่อไป

10. การปรับปรุงอุทยานประวัติศาสตร์สงคราม 9 ทัพ จังหวัดกาญจนบุรีให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชีวิต โดยมอบหมายให้กระทรวงกลาโหม เสนอขอรับการจัดสรรงบฯโดยหารือกับกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อพิจารณาจัดแสดงนิทรรศการต่อไป

11.ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ....(ผลกระทบตามประกาศ FATF) โดยเรื่องนี้จะเข้าพิจารณาในที่ประชุมครม.ในวันพรุ่งนี้

12. การปรับกลไกและกระบวนการบริหารจัดการด้าน Climate Change ของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยที่ประชุมมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรฯ รับไปพิจารณาดำเนินการ



breakingnews.nationchannel.com

'ติณห์' ลุยรถทัวร์ริ่งคาร์เอเชีย ตั้งเป้า 3 ปี ก้าวสู่ระดับโลก

หนุ่มหล่อ ติณห์ ศรีตรัย นักแข่งรถดีกรีแชมป์ประเทศไทย เบนเข็มจากการแข่งขันรถฟอร์มูล่า ทรี หันมาลุยศึกรถทัวร์ริ่งคาร์เอเชีย 2012 เจ้าตัวมั่นใจทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด ตั้งเป้า 3 ปี ก้าวไปสู่ระดับโลก...

วันที่ 19 พ.ค.ที่ ห้องประชุมอาคารราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ได้มีการจัดแถลงข่าวการแข่งขัน Race For Thailand Tin Sritrai 2012 ครั้งที่ 3 ในรายการ 2012 TOURING CAR SERIES IN ASIA BY IMSP ประเทศมาเลเซีย โดยมี นายบรรพต หงษ์ทอง นายกราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธาน นายสนธยา คุณปลื้ม ประธานคณะกรรมการกีฬายานยนต์ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นายธเนศ ศรีเธียรอินทร์ หัวหน้าโครงการพัฒนาเชื้อเพลิ นายวิบูณ จำปาเงิน ผู้อำนวยการกองพัฒนากีฬาอาชีพ นายอุดมศักดิ์ มีชัย ผู้บริหารงานกิจกรรมจาก บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จํากัด และ สว.ธวัช บวรวนิชยกูร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดถึงแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนเข้าร่วมงานแถลงข่าว

โดยการแถลงข่าว Race For Thailand Tin Sritrai 2012 นั้น ติณห์ ศรีตรัย นักแข่งจะเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมในการแข่งขัน รายการ 2012 TOURING CAR SERIES IN ASIA BY IMSP ประเทศมาเลเซีย หนึ่งในรายการแข่งขันรถยนต์ใหญ่ของรายการเอเชีย หลังจากที่ได้ทำการแข่งขันรายการ Raat Thailand Endurance Championship 2012 เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งติณห์และวศิน ศรีตรัย ประเดิมชัยชนะชิงแชมป์ประเทศไทยสนามแรกโดยได้ทำลายสถิติ 280 รอบสนามจากสถิติเดิม 262 ของสนามพีระฯ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต พัทยา โดยขึ้นโพเดียมชนะเลิศอันดับ 1 คว้าแชมป์รุ่นโอเวอร์ออลและซุปเปอร์โปรดักชั่น 1500 ซีซี ในรายการ Raat Thailand Endurance Championship 2012 และเมื่อปี 2010 ติณห์ ศรีตรัยได้ร่วมการแข่งขัน Asian Formula Renault ได้รองชนะเลิศอันดับ 1ในรุ่น Asia Trophy และในปี 2011 ได้เดินทางไปแข่งขันในรายการ Formula Pilota China ได้รองชนะเสิศอันดับ 4 ในรุ่น Asia Trophy ประเทศจีนและมาเลเซีย เป็นที่น่าปลื้มใจมากๆ สำหรับเยาวชนไทยที่ทำชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

นายบรรพต หงษ์ทอง นายกราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะประธานในงานดังกล่าวได้เปิดเผยว่า ในฐานะที่ตนได้มาดำรงตำแหน่งนายกราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทยฯแทน นายสมใจนึก เองตระกูล โดยได้รับการเลือกตั้งนายกสมาคม เป็นสมัยแรก ที่ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลและส่งเสริมการแข่งขันกีฬายานยนต์ในประเทศไทยทั้งในนามของ FIA และการกีฬาแห่งประเทศไทย ตนขอแสดงความยินดีและชื่นชมที่นายติณห์ ศรีตรัย เป็นตัวแทนประเทศไทย ในการแข่งขันรายการ 2012  TOURING CAR SERIES IN ASIA BY IMSP ณ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งถือว่าเป็นการผลักดันพร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักแข่งไทย รวมถึงทีมแข่งของไทย ไปสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน และอีกต่อไป จะก้าวไปสู่ระดับนานาชาติ ซึ่งจะได้นำมาผลงาน เกียรติยศ และชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทย และที่สำคัญไปกว่านั้น เพื่อให้วงการกีฬามอเตอร์สปอร์ตของบ้านเราได้ก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง

ทางด้าน ติณห์ ศรีตรัย ได้เปิดเผยสาเหตุที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากการแข่งขันรถล้อเปิดอย่างฟอร์มูล่ามาเป็นรถทัวรริ่งคาร์ นั่นก็เป็นเหตุผลมาจากที่ว่า จุดสูงสุดของรถฟอร์มูล่านั้นก็คือฟอร์มูลาวัน (F1) ขณะที่รถทัวร์ริ่งคาร์นั้นก็คือ เวิร์ลทัวร์ริ่งคาร์ แชมเปี้ยนชิพ การที่จะก้าวไปสู่บันไดสูงสุดนั้นถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า และปัจจัยสำคัญอีกอย่างนั่นก็คือการหาสนามซ้อมซึ่งหาได้ง่ายกว่าในประเทศไทย และที่สำคัญตนได้ร่วมงานกับสถาบันวิจัยเทคโนโลยี ปตท. เพื่อพัฒนาแบรนด์ไทยสู่ระดับสากลอีกด้วย

"สำหรับการเตรียมพร้อมที่จะลงทำการแข่งขันในรายการ 2012 TOURING CAR SERIES IN ASIA BY IMSP ทั้งหมด 5 สนาม นั้นตอนนี้ทีมมีความพร้อมเต็มที่สำหรับรายการนี้ และตั้งใจที่จะทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อ แฟนๆมอเตอร์สปอร์ตชาวไทย โดยตั้งเป้าไว้ 3 ปี ในการก้าวไปแข่งขันทัวร์ริ่งคาร์ในระดับโลก" ติณห์ กล่าวย้ำชัด

อนึ่ง การแข่งขันรายการ 2012 TOURING CAR SERIES IN ASIA BY IMSP นั้นจะเริ่มเรซแรกในวันที่ 26-27 พ.ค.นี้ ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย โดยจะแข่งขันที่ดินแดนเสือเหลืองทั้งหมด 3 สนาม ก่อนจะมาจบที่ประเทศไทย โดยจะแข่งขันร่วมในรายการเดียวกับการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ "บางแสน สปีด เฟสติวัล 2012" ที่ริมชายหาดบางแสน จ.ชลบุรี ปลายปีนี้ ซึ่งทีมนักแข่งขันทั้งหมด 20 คัน จาก 8 ชาติ อาทิ ญี่ปุ่น, ฮ่องกง, ไต้หวัน, จีน, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และไทย.

 



www.thairath.co.th

บทความที่ได้รับความนิยม