วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง » ถึงเวลาภาครัฐและผู้ประกอบการ

ในปี 2558 นี้ ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เราจึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคนไทยและภาคธุรกิจทุกแขนง ต้องตื่นตัว และเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนด้วยกันให้มากขึ้น เพื่อเป็นการเปิดโลกกว้าง และเป็นจุดเริ่มต้นการเตรียมความพร้อมก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในอนาคต

ดร.ทักษิณ ปิลวาสน์ นายกสมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ท็อปฮิต ทัวร์ กล่าวว่า "ในปี 2558 ที่ไทยจะเปิดประตูสู่การค้าเสรีอาเซียน ผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวและภาครัฐต้องมีการเตรียมความพร้อมให้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมในเรื่องการให้ความรู้กับประชาชน เรื่องการค้าเสรีสู่อาเซียนในภาพรวมทั่วประเทศ ส่วนภาคธุรกิจก็ต้องศึกษาอีกเยอะว่ามีผลดี ผลเสียอย่างไร ที่สำคัญต้องเริ่มปลูกฝังเยาวชนให้เรียนรู้เรื่องอาเซียนตั้งแต่วันนี้ เพราะประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียนด้วยกันตอนนี้ ได้เริ่มสอนนักเรียนตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมหาวิทยาลัยแล้ว โดยชี้ให้เห็นว่าการเข้าสู่อาเซียนเป็นยังไง ฉะนั้นการเตรียมความพร้อมที่จะรับมือ ต้องให้ความสำคัญและเริ่มจากสถานที่ศึกษาก่อนเป็นอันดับแรก โดยสถาบันการศึกษาทุกระดับ ควรจัดให้มีการเรียนการสอนด้านสังคม ภูมิศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และภาษาของประเทศในกลุ่มภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน เพื่อสร้างจุดแข็งให้แก่แรงงานไทย รวมถึงรองรับการทำงานในประชาคมอาเซียนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการเปิดเสรีอาเซียนนั้น จะต้องพัฒนาบุคลากรภายในประเทศ โดยมุ่งแก้ปัญหาจุดอ่อนของบุคลากร เช่น องค์กรธุรกิจควรร่วมมือกับสถาบันการศึกษาพัฒนาศักยภาพด้านภาษาอังกฤษ และภาษาของชาติในอาเซียนให้กับแรงงานฝีมือระดับกลาง เพราะแรงงานระดับกลางของไทยมีความสามารถ แต่ขาดทักษะในการสื่อสารด้านภาษาอยู่มาก ฉะนั้นปัญหาของคนไทยที่ต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมเมื่อเราเปิดประตูสู่อาเซียนคือ เรื่องของภาษา เพื่อไม่ให้เสียเปรียบประเทศอื่น ส่วนเรื่องวิชาชีพ การพัฒนางานฝีมือ และค่าแรง เราต้องปรับให้ถูกว่าควรอยู่ระดับไหน ควรจะได้ค่าแรงเท่าไหร่ เพราะเดี๋ยวนี้คนไทยส่วนมาก ถ้าเป็นงานบริการจะไม่มีใครทำแล้ว เป็นชาวต่างชาติไปหมด ในอนาคตเราจะขาดแรงงาน เมื่อประตูอาเซียนเปิด เราจะยิ่งขาดแคลน เพราะแรงงานต่างชาติจะกลับไปทำงานที่ประเทศของตัวเองมากยิ่งขึ้น นี่คือสิ่งที่น่ากังวล" นายกสมาคมกล่าว

ส่วนโอกาสและข้อได้เปรียบเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวไทย ที่เห็นได้ชัดคือ การใช้ข้อได้เปรียบในการเป็นประตูสู่ภูมิภาค (Gateway to Asean) ของ AEC ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทยอย่าง พม่า และ กัมพูชา ก็มีนโยบายเปิดประเทศมากขึ้น นักท่องเที่ยวทั้งจากในและนอกภูมิภาค สนใจในการเดินทางและการลงทุนใน 2 ประเทศดังกล่าวมากขึ้นทุกวัน ทำให้ไทยยิ่งมีโอกาสจับกลุ่มนักท่องเที่ยวเชื่อมโยงมาไทยก่อนกระจายไปสู่เพื่อนบ้านได้

นายกสมาคมฯ กล่าวอีกว่า "เราได้เปรียบประเทศอื่นในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับไปทั่วโลก และเรายังเป็นเซ็นเตอร์ในการกระจายความเจริญ ความสะดวกในการเดินทาง เป็นศูนย์กลางของสายการบิน นักท่องเที่ยวนั่งเครื่องมาลงกรุงเทพฯ แล้วเดินทางไปทางรถออกมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซียได้ ส่วนทางภาคอีสาน ทางเหนือก็สามารถออกไปกัมพูชา เวียดนาม จีน จนถึงธิเบตได้ ในเรื่องอาหารการกินก็สมบูรณ์ ผู้คนก็น่ารัก ใครมาก็ประทับใจตลอด นี่คือความได้เปรียบของเรา แต่ผมไม่อยากให้เราประมาท เราต้องเตรียมพร้อมและต้องดึงเพื่อนบ้านมาเป็นมิตรให้ได้ ต้องไม่แข่งกัน แต่ต้องสามัคคีและร่วมมือกันทำธุรกิจ นำตลาดตรงนี้ไปเสนออเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ ซึ่งในกลุ่มประเทศเหล่านี้เขาชอบประเทศไทยมากอยูแล้ว"

สำหรับทางด้านของผู้ประกอบการการท่องเที่ยวนั้น นายกสมาคมฯ กล่าวว่า "ต้องเปิดโลก เปิดตา และส่งเสริมพนักงานที่มีฝีมือไปศึกษาดูงานต่างประเทศ ให้ทุนการศึกษาต่อระดับสูง และจัดอบรมระยะสั้น เรียนรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในการค้าเสรีอาเซียน ส่วนภาครัฐที่รับผิดชอบในด้านการท่องเที่ยว ก็ต้องเรียกประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องและให้ความรู้ในเรื่องอาเซียน ภาษา การตลาดอย่างเร่งด่วน สอนให้รู้ว่าผู้ประกอบการจะเจอกับอะไร และจะพัฒนาองค์กรอย่างไรบ้าง ที่สำคัญในเรื่องการตลาด ที่ต้องให้ผู้ประกอบการหันมาพัฒนาเว็บไซต์และองค์กรให้ดียิ่งๆ ขึ้น เพราะในขณะนี้โลกเปลี่ยนเป็นโลกไซเบอร์ไปแล้ว นักท่องเที่ยวเปิดดูข้อมูลในอินเตอร์เน็ตได้จากทั่วโลก ฉะนั้น ทำการตลาดต้องทำในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง ในส่วนของพนักงาน คุณต้องมีความชอบในอาชีพ ต้องเรียนรู้และศึกษาตลอด เมื่อมาทำงานก็อย่าเอาเรื่องเงินมาเป็นเรื่องใหญ่ ต้องมีใจรัก มีความอดทน ใจเย็น เวลาที่เราบริการดีๆ นักท่องเที่ยวก็จะกลับมาใช้บริการเราอีก ทุกวันนี้ธุรกิจท่องเที่ยวขาดบุคลากรมาก เพราะคนไทยเลือกงาน จบมาแล้วทำอะไรไม่เป็น เช็ดกระจกไม่ได้ เสิร์ฟน้ำก็ไม่ได้ เงินเดือนน้อยก็ไม่เอา มาถึงก็ขอทำงานสบายๆ ไม่คิดที่จะเรียนรู้ ผมจึงอยากฝากถึงน้องๆ ที่อยากทำงานบริการ หรือด้านท่องเที่ยวว่าถ้าอยากทำงานด้านนี้ต้องปรับตัว ปรับทัศนคติ ไม่ใช่เพิ่งจบมาแต่ต้องอยู่ที่ดีๆ หรูๆ งานหนักไม่เอา งานเบาไม่สู้ ก็จะหางานลำบาก อาชีพเหล่านี้ก็จะตกไปอยู่ในมือของคนต่างชาติหมด" นายกสมาคม กล่าว

ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวกลุ่มรัสเซีย อินเดีย ศรีลังกา และเนปาลเข้ามามากขึ้น นายกสมาคมฯ บอกว่า "นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ส่วนมากเข้ามาแล้วไม่ค่อยใช้จ่ายอะไร แต่เข้ามาแย่งอาชีพ มาใช้ทรัพยากรของคนไทย โดยการขายทัวร์เองแล้วนำเงินกลับประเทศ บางกลุ่มก็เข้ามาก่ออาชญากรรม จึงอยากให้หน่วยงานของรัฐตรวจตราและเข้มงวดให้มากขึ้น ขอนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ อย่าเอาแต่ปริมาณแล้วมาสร้างปัญหาให้คนไทย นอกจากนี้ปัญหาที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวยิ่งกว่าภัยธรรมชาติก็คือปัญหาทางการเมือง หากการเมืองยังเป็นเช่นนี้ ก็จะกลายเป็นปัจจัยที่ทำลายตัวเอง ทำลายศักยภาพในการแข่งขัน เรื่องการเมืองจึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ หากต้องการสร้างโอกาสในเวลาที่ประชาคมอาเซียนเป็นหนึ่งเดียว การเมืองของประเทศไทยจะต้องก้าวเข้าสู่วิถีของการปรองดองเท่านั้น ทั้งหมดจึงมีคำตอบว่าโอกาสที่อาเซียนจะเป็นผลด้านบวกให้กับประเทศไทยในอนาคตข้างหน้านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หากแต่คนไทยต้องปรับตัวเองเกือบทุกด้าน ทั้งในด้านการเมือง ภาคเอกชน และคุณภาพของบุคลากรเพื่อแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งกำลังจะล้ำหน้าประเทศไทยไปแล้ว ด้วยการหันหน้ามาสามัคคี ร่วมมือ ร่วมใจกันเพื่อให้ประเทศพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืนนั่นเอง

จรัส พิบูลย์ปุญญโชติ/ธนวันต์ บุตรแขก : เรื่อง-ภาพ



www.banmuang.co.th

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม